WealthSpace http://wealthspace.co พื้นที่ที่ทำให้ชีวิตคุณ...ดีขึ้น Sun, 24 Dec 2017 05:13:16 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.7.8 5 สไตล์การตั้งเป้าหมายของผู้นำแต่ละแบบ และคุณเป็นผู้นำแบบไหน? http://wealthspace.co/5-%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad/ http://wealthspace.co/5-%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad/#respond Thu, 11 May 2017 03:14:24 +0000 http://wealthspace.co/?p=9856 ความเป็นผู้นำ คือ ส่วนสำคัญที่ทำให้งานเดินหน้า และคนที่อยู่ข้างคุณ ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน ลูกค้า หรือพาร์ทเนอร์  เพราะความเป็นผู้นำจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ แต่เราทุกคนแตกต่างกัน เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ และบรรลุตามเป้า คุณต้องกลับมาเข้าใจตัวเองก่อนว่า ความเป็นผู้นำในตัวคุณเป็นแบบไหน เมื่อเราสามารถทำความเข้าใจสไตล์การเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน คุณจะเข้าใจถึงการตั้งเป้าหมายในแต่ละแบบ และเกมส์ธุรกิจจะไปได้ไว เหมือนคุณเข้าใจสไตล์ในแบบที่คุณเป็น แล้วผู้นำในแต่ละสไตล์เหมาะกับการตั้งเป้าหมายแบบไหนกันล่ะ? ทำไมต้องตั้งเป้าหมาย การเริ่มต้นตั้งเป้าหมาย ก็เท่ากับว่าคุณได้เพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ถึง 80% ผู้นำที่วางเป้าหมายแล้วแชร์ให้คนอื่นได้รู้ ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่แค่เขียนเป้าหมายแต่ไม่ยอมแชร์ การตั้งเป้าหมาย ต้องมีการวัดผลความคืบหน้าในแต่สัปดาห์ ด้วย การตั้งเป้าหมายช่วยให้คุณรู้ว่าคุณต้องจัดลำดับความสำคัญในเรื่องใดก่อนหลัง (Top Priorities)   5 สไตล์การตั้งเป้าหมายของผู้นำแต่ละแบบ 1. ผู้นำแบบเผด็จการ ลักษณะผู้นำแบบเผด็จการ: เป็นคนที่กล้าตัดสินใจ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ เขาจะตัดสินใจด้วยตัวเองเพียงคนเดียว จะไม่ฟังเสียงจากคนอื่น และจะเชื่อในสัญชาติญาณของตัวเอง มีความยืดหยุ่นน้อย สไตล์ในการตั้งเป้าหมาย: ตั้งเป้าหมายในสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คุณรู้สึกว่า นี่คือ “สิ่งที่ถูกต้อง” และใช้วิธีการสั่งการให้ทีมเข้าใจ ตัวอย่างผู้นำลักษณะนี้: โดนัลด์ ทรัมป์    2. ผู้นำหัวคิดสร้างสรรค์ ลักษณะผู้นำแบบหัวคิดสร้างสรรค์: มีไอเดียที่ยิ่งใหญ่

The post 5 สไตล์การตั้งเป้าหมายของผู้นำแต่ละแบบ และคุณเป็นผู้นำแบบไหน? appeared first on WealthSpace.

]]>

ความเป็นผู้นำ คือ ส่วนสำคัญที่ทำให้งานเดินหน้า และคนที่อยู่ข้างคุณ ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน ลูกค้า หรือพาร์ทเนอร์  เพราะความเป็นผู้นำจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ แต่เราทุกคนแตกต่างกัน เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ และบรรลุตามเป้า คุณต้องกลับมาเข้าใจตัวเองก่อนว่า ความเป็นผู้นำในตัวคุณเป็นแบบไหน เมื่อเราสามารถทำความเข้าใจสไตล์การเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน คุณจะเข้าใจถึงการตั้งเป้าหมายในแต่ละแบบ และเกมส์ธุรกิจจะไปได้ไว เหมือนคุณเข้าใจสไตล์ในแบบที่คุณเป็น แล้วผู้นำในแต่ละสไตล์เหมาะกับการตั้งเป้าหมายแบบไหนกันล่ะ?

ทำไมต้องตั้งเป้าหมาย

  1. การเริ่มต้นตั้งเป้าหมาย ก็เท่ากับว่าคุณได้เพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ถึง 80%
  2. ผู้นำที่วางเป้าหมายแล้วแชร์ให้คนอื่นได้รู้ ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่แค่เขียนเป้าหมายแต่ไม่ยอมแชร์
  3. การตั้งเป้าหมาย ต้องมีการวัดผลความคืบหน้าในแต่สัปดาห์ ด้วย
  4. การตั้งเป้าหมายช่วยให้คุณรู้ว่าคุณต้องจัดลำดับความสำคัญในเรื่องใดก่อนหลัง (Top Priorities)

 

5 สไตล์การตั้งเป้าหมายของผู้นำแต่ละแบบ

1. ผู้นำแบบเผด็จการ

ลักษณะผู้นำแบบเผด็จการ: เป็นคนที่กล้าตัดสินใจ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ เขาจะตัดสินใจด้วยตัวเองเพียงคนเดียว จะไม่ฟังเสียงจากคนอื่น และจะเชื่อในสัญชาติญาณของตัวเอง มีความยืดหยุ่นน้อย


สไตล์ในการตั้งเป้าหมาย: ตั้งเป้าหมายในสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คุณรู้สึกว่า นี่คือ “สิ่งที่ถูกต้อง” และใช้วิธีการสั่งการให้ทีมเข้าใจ

ตัวอย่างผู้นำลักษณะนี้: โดนัลด์ ทรัมป์

 

 2. ผู้นำหัวคิดสร้างสรรค์

ลักษณะผู้นำแบบหัวคิดสร้างสรรค์: มีไอเดียที่ยิ่งใหญ่ หลาย ๆ ไอเดียที่คิดออกมา สามารถเปลี่ยนแปลงสังคม หรือโลกได้เลย แต่การที่คุณมีการสื่อสารที่มากเกินไป จะเป็นตัวทำลายไอเดียความคิดสร้างสรรค์ในตัวคุณ


สไตล์ในการตั้งเป้าหมาย: ตั้งเป้าหมายระยะยาวที่คุณต้องการจะไปให้ถึงแบบ (Long term goals) และเกิดการร่วมมือกันทำงานระหว่างคุณกันทีม

ตัวอย่างผู้นำลักษณะนี้: อีลอน มัสก์ CEO Of Space X

 


3. ผู้นำแบบประชาธิปไตย

ลักษณะผู้นำแบบประชาธิปไตย: ผู้นำลักษณะนี้จะมีการฟังผู้อื่นสูง พวกเขาจะฟังเพื่อรับเอาข้อมูล และทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงว่าคุณได้มีส่วนร่วมไปด้วยกับข้อมูลนั้น

สไตล์ในการตั้งเป้าหมาย: ตั้งเป้าหมายโดยที่คำนึงถึงความคิดที่แตกต่างกันของทีม โดยใช้วิธีการวัดผลการทำงานแบบ OKRs หรือการตั้งเป้าหมายแบบ Objective and Key Results ) รายละเอียดดังนี้

  • ตั้งวัตถุประสงค์ ทั้งในระดับองค์กร ทีมงาน หรือเป้าหมายส่วนตัว 3-5 วัตถุประสงค์

  • กำหนดผลของแต่ละเป้าหมาย โดยระบุ 3-4 ตัวชี้วัดที่วัดค่าได้จริง โดยส่วนใหญ่แล้วจะกำหนดเป็นตัวเลขระหว่าง 0-1 เพื่อดูว่างานที่กำลังทำอยู่เข้าใกล้เป้าหมายมากน้อยเพียงใด
    วิธีการนี้ บริษัทชั้นนำของโลกหลายแห่ง เช่น Google, Intel, LinkedIn, Oracle, Twitter ต่างหันมาใช้ OKR กันมากขึ้น และเป็นการใช้แทน KPI

    ขอบคุณที่มาจาก http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/635887

 

ตัวอย่างผู้นำลักษณะนี้:  คาร์ลอส กอส์น (Mr. Carlos Ghosn) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มพันธมิตร เรโนลต์-นิสสัน (Renault-Nissan Alliance) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 


4. ผู้นำที่มีพลังดึงดูด

ลักษณะผู้นำที่มีพลังดึงดูด:  มีความสามารถโน้มน้าวผู้อื่นเชื่อในสิ่งที่ตนเองเชื่อ แต่คุณต้องเช็คให้ชัวร์ว่าพวกเขาได้แชร์ความปรารถนาและวิสัยทัศน์ของพวกเขาออกมาด้วย

สไตล์ในการตั้งเป้าหมาย: ตั้งเป้าหมายแบบระยะยาว และใช้เวลาส่วนมากเพื่อสร้างให้ผู้คน หรือทีมเข้ามามีส่วนร่วม และเชื่อไปด้วยกัน กับเป้าหมายที่คุณตั้ง

ตัวอย่างผู้นำลักษณะนี้:  ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี


5. ผู้นำที่มีความเป็นครู (Coach)

ลักษณะผู้นำที่มีความเป็นครู: ใช้เวลาส่วนมากหมดไปกับการสอน และการพัฒนาคน โดยมีความเชื่อว่าทีม และบทบาทของการเป็นผู้นำ จะมีส่วนช่วยให้คนดึงศักยภาพของตัวเองอออกมา

สไตล์ในการตั้งเป้าหมาย: ตั้งเป้าหมายส่วนตัวเพื่อช่วยให้สามารถพัฒนาทั้งองค์กร และคนในองค์กร เมื่อคุณตั้งเป้าหมายส่วนตัวเป็นหลัก คนในองค์กรจะรู้สึกได้ถึงแรงกระตุ้นที่พวกเขาจะพัฒนาตัวเอง

 

The post 5 สไตล์การตั้งเป้าหมายของผู้นำแต่ละแบบ และคุณเป็นผู้นำแบบไหน? appeared first on WealthSpace.

]]>
http://wealthspace.co/5-%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad/feed/ 0
5 วิธีการ สร้างชีวิตและการทำงานแบบ Work-Life Balance http://wealthspace.co/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81/ http://wealthspace.co/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81/#respond Thu, 11 May 2017 03:02:37 +0000 http://wealthspace.co/?p=9852 คงไม่มีใครที่อยากทำงานอย่างเดียวจนหัวหมุน แต่คนทำธุรกิจหลายคนที่อยู่ในช่วงขายดี ทำงานคนเดียว ยังไม่กล้าปล่อยงานให้คนอื่น คงหลีกเลี่ยงสภาวะนี้ไม่ได้ ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงที่เช้า เที่ยง เย็น ดึก คุณต้องสาละวนกับงาน จนลืมเวลาให้ตัวเอง นี่เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังมา “ผิดทาง” ทำอย่างไรให้คุณทำงานได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้น ในขณะเดียวกันคุณก็มีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้นเช่นกัน 5 วิธีการ สร้างชีวิตและการทำงานแบบ Work-Life Balance 1. จัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพ ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือ กินกบตัวนั้นซะ! (Eat That Frog!)  คุณจะเข้าใจการบริหารจัดการเวลาที่ดีขึ้น เพราะการแบ่งเวลาเป็นเรื่องหลักเลยที่คุณต้องทำ และมันสำคัญมากๆ ให้เลือกทำงานที่ยากก่อนในแต่ละวัน เมื่อคุณเลือกที่จะทำงานที่ยาก คุณจะรู้สึกว่าตัวเองได้ทำบางอย่างสำเร็จ แม้ว่าคุณอาจจะไม่ได้ทำให้งานยิบย่อยใน To do list สมบูรณ์ทุกข้อก็ตาม  การใช้เวลาไปกับงานที่สำคัญที่สุด คือ กุญแจสำคัญ ที่ทำให้คุณมีเวลาเหลือไปทำสิ่งที่คุณอยากทำ ดังนั้นคุณต้องรู้ว่างานแต่ละประเภทอยู่หมดหมู่ไหน เรื่องไหนคือเรื่องสำคัญที่สุด แต่ยังไม่ด่วน เรื่องไหนคือ เรื่องที่สำคัญ และด่วน เรื่องไหนเป็นเรื่องไม่สำคัญแต่ด่วน เรื่องไหน ไม่สำคัญและไม่ด่วน พุ่งความสนใจไปที่งานที่ยาก และอยู่ในเรื่องที่สำคัญ อย่ารอให้ทุกอย่างเป็นเรื่องด่วน เพราะคุณจะทำงานแบบไฟลนก้น

The post 5 วิธีการ สร้างชีวิตและการทำงานแบบ Work-Life Balance appeared first on WealthSpace.

]]>

คงไม่มีใครที่อยากทำงานอย่างเดียวจนหัวหมุน แต่คนทำธุรกิจหลายคนที่อยู่ในช่วงขายดี ทำงานคนเดียว ยังไม่กล้าปล่อยงานให้คนอื่น คงหลีกเลี่ยงสภาวะนี้ไม่ได้ ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงที่เช้า เที่ยง เย็น ดึก คุณต้องสาละวนกับงาน จนลืมเวลาให้ตัวเอง นี่เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังมา “ผิดทาง” ทำอย่างไรให้คุณทำงานได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้น ในขณะเดียวกันคุณก็มีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

5 วิธีการ สร้างชีวิตและการทำงานแบบ Work-Life Balance



1. จัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพ

ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือ กินกบตัวนั้นซะ! (Eat That Frog!)  คุณจะเข้าใจการบริหารจัดการเวลาที่ดีขึ้น เพราะการแบ่งเวลาเป็นเรื่องหลักเลยที่คุณต้องทำ และมันสำคัญมากๆ


ให้เลือกทำงานที่ยากก่อนในแต่ละวัน เมื่อคุณเลือกที่จะทำงานที่ยาก คุณจะรู้สึกว่าตัวเองได้ทำบางอย่างสำเร็จ แม้ว่าคุณอาจจะไม่ได้ทำให้งานยิบย่อยใน To do list สมบูรณ์ทุกข้อก็ตาม  การใช้เวลาไปกับงานที่สำคัญที่สุด คือ กุญแจสำคัญ ที่ทำให้คุณมีเวลาเหลือไปทำสิ่งที่คุณอยากทำ

ดังนั้นคุณต้องรู้ว่างานแต่ละประเภทอยู่หมดหมู่ไหน

  • เรื่องไหนคือเรื่องสำคัญที่สุด แต่ยังไม่ด่วน
  • เรื่องไหนคือ เรื่องที่สำคัญ และด่วน
  • เรื่องไหนเป็นเรื่องไม่สำคัญแต่ด่วน
  • เรื่องไหน ไม่สำคัญและไม่ด่วน

พุ่งความสนใจไปที่งานที่ยาก และอยู่ในเรื่องที่สำคัญ อย่ารอให้ทุกอย่างเป็นเรื่องด่วน เพราะคุณจะทำงานแบบไฟลนก้น  วางแผนงานรายไตรมาส รายเดือน รายสัปดาห์ และรายวันเริ่มต้นวันใหม่ด้วยแผนการที่ตั้งไว้ใน Schedule ของคุณ ทุกๆงานต้องมี Deadline ที่ต้องทำให้เสร็จ เอาตัวเองออกจากการผลัดวันประกันพรุ่งและโฟกัสไปที่งานสำคัญ!

 

2.  อย่าพูดคำว่า Yes ตลอดเวลา Say No ให้เป็น

อย่าพูดว่าว่า Yes ตลอดเวลา หากคุณอยากมีชีวิตแบบ work-life balance คุณต้องหัดพูดว่าไม่หัดปฏิเสธให้เป็น

เมื่อคุณวางเป้าหมายของงานและชีวิตคุณแล้ว เพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น คุณต้องทำอะไรบ้าง และเพื่อให้เป้าหมายนี้สำเร็จ คุณต้องปฏิเสธงาน หรืออะไรก็ตามที่ไม่ตรงกับสิ่งที่คุณตั้งเป้าไว้

การรับหมดทุกโอกาส ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดี เพราะคุณกำลังถูกเลือก จงทำตัวเองให้เป็นผู้เลือก เพราะเราไม่สามารถทำหลายๆอย่างได้ในเวลาเดียวกัน การเคารพในเป้าหมายของตนเองเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น Say No ให้เป็น

 

3. จัดลำดับความสำคัญของงานให้ได้และกระจายงานให้เป็น

คุณไม่สามารถทำงานทุกงานได้ด้วยตัวเอง และคุณไม่มีทางเติบโตหากทำทุกอย่างอยู่คนเดียว เราต่างมีงานที่ถนัดกันคนละแบบ และงานที่คุณไม่ถนัด ใช้เวลาทำงาน คุณควรกระจายงานไปให้คนอื่นที่ทำดีกว่า และต้นทุนน้อยกว่า เพื่อให้คุณมีเวลาไปโฟกัสในเรื่องที่คุณทำได้ดี

อย่าคิดว่างานที่คุณไม่อยากทำ คนอื่นเขาจะไม่อยากทำเหมือนคุณ แต่ละงาน คือ ของขวัญที่แตกต่างกันในแต่ละแบบ ดังนั้นจัดลำดับงาน และดูว่าอะไร คือ หัวใจสำคัญที่คุณต้องทำ และอะไรเป็นเรื่องที่คุณควรกระจายงานไปให้คนอื่นช่วย

 

4. ตั้งเป้าหมายถึงการมีสุขภาพที่ดี

สุขภาพดี คือ รากฐานของผลงานที่ดี อย่าลืมกำหนดเป้าหมายของสุขภาพ ในแบบที่คุณกำหนดเป้าหมายกับงาน

การออกกำลังกายเป็นประจำ ในแบบที่คุณชอบ และทำให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ช่วยปกป้องคุณจากโรคภัยที่จะเข้ามา และยังเพิมความแข็งแกร่งให้คุณ

ผู้ประกอบการจำนวนมากทำงานหนัก นอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ อย่าให้เงินที่หามาต้องมาเสียไปกับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เราน่าจะเคยได้ยินตัวอย่างอันมากมาย ของคนที่ทำงาน หาเงินได้มาก แต่สุดท้ายต้องป่วยเป็นโรคร้าย ต้องนอนรักษาตัว อย่ารอให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับคุณ  และอย่าลืมให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินด้วย

 

5. ขอความช่วยเหลือให้เป็น

อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น หากคุณต้องการคนช่วยแก้ไขปัญหาบางอย่างที่คุณติดขัด คุณควรรีบขอความช่วยเหลือ เราไม่จำเป็นที่ต้องเป็น Hero ในทุกเรื่อง ทีมงาน ครอบครัว เพื่อน คือ คนที่จะช่วย Support คุณ

 

The post 5 วิธีการ สร้างชีวิตและการทำงานแบบ Work-Life Balance appeared first on WealthSpace.

]]>
http://wealthspace.co/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81/feed/ 0
4 ความผิดพลาดทางการเงิน ที่ธุรกิจขนาดเล็กควรหลีกเลี่ยง http://wealthspace.co/4-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/ http://wealthspace.co/4-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/#respond Thu, 11 May 2017 02:51:55 +0000 http://wealthspace.co/?p=9851 ความผิดพลาดทางการเงินเพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่ความเสียกายที่ยิ่งใหญ่ของกระแสเงินสด และกำไรในธุรกิจ เจ้าของกิจการส่วนใหญ่มักทำผิดพลาดกับเรื่องเหล่านี้ คุณไม่จำเป็นต้องทำบัญชีเป็น แต่คุณต้องรู้ว่าคุณควรรู้เรื่องไหน และหลีกเลี่ยงสิ่งใด อย่าปล่อยให้ขายดี แต่ขาดทุน   4 ความผิดพลาดทางการเงิน ที่ธุรกิจขนาดเล็กควรหลีกเลี่ยง   1. ชำระเงินล่าช้า ในการเรียกเก็บเงินลูกค้า เป็นเรื่องปกติที่คุณควรจะขยายเวลาให้เขาสามารถเตรียมตัวจ่ายเงินภายในกี่วัน ซึ่งลูกค้าจะชอบในความยืดหยุนที่คุณมอบให้นี้ แต่การเงินคุณอาจจะตายได้ หากคุณไม่มีระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 14 วัน ตามใบแจ้งหนี้ หากสินค้าหรือบริการคุณมีคุณภาพ ไม่มีปัญหา พวกเขาก็จะรีบจ่ายเงินให้คุณ และในเรื่องค่าใช้จ่ายที่คุณจ่าย ก็ทำในลักษณะเดียวกัน  หากเป็นการจ่ายเงิน Supplier ก็ไม่ควรเกินวันที่ที่ต้องชำระเงิน แต่ในกรณีที่คุณกู้ยืมเงินมา คุณต้องชำระเงินให้ตรงเวลาเท่านั้น เพราะมันส่งผลถึงเครดิตทางการเงินของคุณ   2. ไม่มีเงินสำรอง นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนทำสิ่งนี้ คุณไม่มีทางรู้หรอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างอาจจะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ดังนั้นทุกธุรกิจต้องมีเงินหมุนเวียน โดยเงินสำรองฉุกเฉินไม่ควรต่ำว่า 3-6 เดือน โดยการมีเงินสำรองฉุกเฉินทำได้โดยการที่คุณต้องแบ่งรายได้ที่เข้ามาทันทีอย่างเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน จะ 10% หรือ 20% ขึ้นอยู่กับการบริหาร ไม่ว่าธุรกิจคุณจะอยู่ใน Size ไหนคุณจำเป็นต้องทำเรื่องนี้

The post 4 ความผิดพลาดทางการเงิน ที่ธุรกิจขนาดเล็กควรหลีกเลี่ยง appeared first on WealthSpace.

]]>

ความผิดพลาดทางการเงินเพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่ความเสียกายที่ยิ่งใหญ่ของกระแสเงินสด และกำไรในธุรกิจ เจ้าของกิจการส่วนใหญ่มักทำผิดพลาดกับเรื่องเหล่านี้ คุณไม่จำเป็นต้องทำบัญชีเป็น แต่คุณต้องรู้ว่าคุณควรรู้เรื่องไหน และหลีกเลี่ยงสิ่งใด อย่าปล่อยให้ขายดี แต่ขาดทุน

 

4 ความผิดพลาดทางการเงิน ที่ธุรกิจขนาดเล็กควรหลีกเลี่ยง

 

1. ชำระเงินล่าช้า

ในการเรียกเก็บเงินลูกค้า เป็นเรื่องปกติที่คุณควรจะขยายเวลาให้เขาสามารถเตรียมตัวจ่ายเงินภายในกี่วัน ซึ่งลูกค้าจะชอบในความยืดหยุนที่คุณมอบให้นี้ แต่การเงินคุณอาจจะตายได้ หากคุณไม่มีระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 14 วัน ตามใบแจ้งหนี้ หากสินค้าหรือบริการคุณมีคุณภาพ ไม่มีปัญหา พวกเขาก็จะรีบจ่ายเงินให้คุณ

และในเรื่องค่าใช้จ่ายที่คุณจ่าย ก็ทำในลักษณะเดียวกัน  หากเป็นการจ่ายเงิน Supplier ก็ไม่ควรเกินวันที่ที่ต้องชำระเงิน แต่ในกรณีที่คุณกู้ยืมเงินมา คุณต้องชำระเงินให้ตรงเวลาเท่านั้น เพราะมันส่งผลถึงเครดิตทางการเงินของคุณ

 

2. ไม่มีเงินสำรอง

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนทำสิ่งนี้ คุณไม่มีทางรู้หรอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างอาจจะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ดังนั้นทุกธุรกิจต้องมีเงินหมุนเวียน โดยเงินสำรองฉุกเฉินไม่ควรต่ำว่า 3-6 เดือน

โดยการมีเงินสำรองฉุกเฉินทำได้โดยการที่คุณต้องแบ่งรายได้ที่เข้ามาทันทีอย่างเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน จะ 10% หรือ 20% ขึ้นอยู่กับการบริหาร ไม่ว่าธุรกิจคุณจะอยู่ใน Size ไหนคุณจำเป็นต้องทำเรื่องนี้ หลายธุรกิจพลาดเรื่องนี้ เพราะเมื่อมีรายได้เข้ามามาก คุณนำไปใช้จ่ายกับเรื่องอื่นๆ หรือลงทุนผิดเวลา ผิดที่เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้เงินจริงๆ กลับไม่มีเงินสำรอง ให้ใช้

 

3. ไม่แยกเงินส่วนตัว กับเงินบริษัทออกจากกัน

นี่ คือ หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของคนทำธุรกิจ และมีความเสี่ยงอย่ายิ่งต่อธุรกิจของคุณ โดยเฉพสะคนที่ทำธุรกิจช่วงเริ่มต้น และขนาดเล็ก ที่มักจะทุ่มเท แรงกาย แรงใจทั้งหมดลงในธุรกิจ และใช้เงินส่วนตัว รวมกันกับเงินทำธุรกิจ ห้ามทำเด็ดขาด

ขอให้คุณแยกการเงินส่วนตัว ออกจากการเงินบริษัท ด้วยการไปเปิดบัญชีาำหรับการทำธุรกิจโดยเฉพาะ เพื่อคุณตะได้ติดตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้ง่าย และ Make sure ว่าคุณได้ใช้บัตรเครดิต ที่แยกสำหรับส่วนตัวและธุรกิจออกมาด้วย

 

4. ใช้เวลามากเกินไปในเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ใช้กฏ 80/20 ในทุกๆกิจกรรมที่คุณทำ ขอให้ตรวจสอบว่า เรื่องใดที่สร้างให้เกิดรายได้มากที่สุด ซึ่งคุณอาจจะเจอว่ามีกิจกรรมมากว่า 1 อย่างที่ทำให้เกิดรายได้ และให้ใช้เวลาในแต่ละวัทำงาน 80% ลงทุนกับเรือ่งพวกนี้  และ 20% ของเวลาให้นำไปใช้กับเรื่องอื่นที่เป็นเรื่องทั่วไป การรักษาวินัยเรืองนี้ สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ในเรื่องของรายได้

เรามีเวลาเท่ากัน 24 ชม. การตัดสินใจอย่างฉลาด ทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ไวกว่าคนอื่น ในขนธที่บางคนใช้เวลามากกว่า 80% ในการทำเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดยอดขาย และนี่สามารถเป็นสิ่งที่คุณจะสามารถนำไปปฏเสธการเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ที่คุณเห็นว่าอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับคุณ เช่น คุณไม่จำเป็นต้องเข้าประชุมย่อยทุกครั้ง และเอาเวลาไปโฟกัสงานที่เกิดรายได้แทน

 

The post 4 ความผิดพลาดทางการเงิน ที่ธุรกิจขนาดเล็กควรหลีกเลี่ยง appeared first on WealthSpace.

]]>
http://wealthspace.co/4-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/feed/ 0
8 เทคนิคสร้างทีมงานในฝัน http://wealthspace.co/8-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99/ http://wealthspace.co/8-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99/#respond Sun, 07 May 2017 23:31:49 +0000 http://wealthspace.co/?p=9834 หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ผู้จัดการ ที่ต้องคุมทีมให้มีประสิทธิภาพ อย่าเลื่อนเรื่องนี้ผ่านไป เรื่องของ “คน”  เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการ และผู้นำ ส่วนใหญ่เผชิญความท้าทายมากที่สุด เพราะคนที่เข้ามาเป็นพนักงาน อยู่ได้ไม่นานก็ลาออก สอนงานกันไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็ไปทำที่ใหม่ ที่ให้เงินเดือนสูงกว่า และอะไรล่ะ คือ หัวใจสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยากอยู่กับคุณ วันนี้  Wealth Space ขอนำเสนอวิธีการทีมในฝัน ที่คุณสามารถทำให้ทีมของคุณ อยากร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน และโชว์ศักยภาพของพวกเขาออกมาได้มากที่สุด   8 เทคนิคสร้างทีมงานในฝัน   1. ให้โอกาสแต่ละคนได้โชว์ศักยภาพของตัวเอง เมื่อทีมของคุณทำผลงาน หรือประสบความสำเร็จไม่ว่าจากเรื่องใด อย่าดึงเครดิตเข้าหาตัวเอง คุณควรให้เครดิตทีม ความสำเร็จที่ทีมคุณเป็นผู้สร้าง ควรได้รับการยอมรับ เพราะพวกเขาล้วนอยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดผลงานที่ยอดเยี่ยม คุณควรบอกทีมคุณแต่ละคนว่าพวกเขายอดเยี่ยมแค่ไหน วิธีการที่ง่ายที่สุด ที่คุณจะสร้างความมั่นใจให้ทีมของคุณ คือ การเอาใจใส่ และการชื่นชมขอบคุณในสิ่งที่พวกเขาทำเมื่อจำเป็น การให้คำชมเชยในความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ หรือเรื่องใหญ่ ทั้งแบบต่อหน้า และชมในที่สาธารณะทีมของคุณจะรู้สึกได้ถึงความภาคภูมิใจ และรู้สึกได้ถึงการเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของทีมและเขาก็จะยิ่งโชว์ศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ เห็นไหมล่ะ มันดีกว่าการที่คุณเอาแต่สนใจตัวเอง จนลดบทบาททีมเยอะเลย   2. เรียนรู้สไตล์การทำงานของทีม

The post 8 เทคนิคสร้างทีมงานในฝัน appeared first on WealthSpace.

]]>

หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ผู้จัดการ ที่ต้องคุมทีมให้มีประสิทธิภาพ
อย่าเลื่อนเรื่องนี้ผ่านไป

เรื่องของ “คน”  เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการ และผู้นำ ส่วนใหญ่เผชิญความท้าทายมากที่สุด
เพราะคนที่เข้ามาเป็นพนักงาน อยู่ได้ไม่นานก็ลาออก สอนงานกันไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็ไปทำที่ใหม่
ที่ให้เงินเดือนสูงกว่า และอะไรล่ะ คือ หัวใจสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยากอยู่กับคุณ วันนี้  Wealth Space
ขอนำเสนอวิธีการทีมในฝัน ที่คุณสามารถทำให้ทีมของคุณ อยากร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน และโชว์ศักยภาพของพวกเขาออกมาได้มากที่สุด

 

8 เทคนิคสร้างทีมงานในฝัน

 

1. ให้โอกาสแต่ละคนได้โชว์ศักยภาพของตัวเอง

เมื่อทีมของคุณทำผลงาน หรือประสบความสำเร็จไม่ว่าจากเรื่องใด อย่าดึงเครดิตเข้าหาตัวเอง
คุณควรให้เครดิตทีม ความสำเร็จที่ทีมคุณเป็นผู้สร้าง ควรได้รับการยอมรับ เพราะพวกเขาล้วนอยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดผลงานที่ยอดเยี่ยม คุณควรบอกทีมคุณแต่ละคนว่าพวกเขายอดเยี่ยมแค่ไหน

วิธีการที่ง่ายที่สุด ที่คุณจะสร้างความมั่นใจให้ทีมของคุณ คือ การเอาใจใส่ และการชื่นชมขอบคุณในสิ่งที่พวกเขาทำเมื่อจำเป็น การให้คำชมเชยในความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ หรือเรื่องใหญ่ ทั้งแบบต่อหน้า และชมในที่สาธารณะทีมของคุณจะรู้สึกได้ถึงความภาคภูมิใจ และรู้สึกได้ถึงการเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของทีมและเขาก็จะยิ่งโชว์ศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่

เห็นไหมล่ะ มันดีกว่าการที่คุณเอาแต่สนใจตัวเอง จนลดบทบาททีมเยอะเลย

 

2. เรียนรู้สไตล์การทำงานของทีม และสื่อสารในแบบเดียวกันกับพวกเขา

เมื่อคุณมีทีมที่มีศักยภาพ และพวกเขาพร้อมที่จะทำงานให้คุณ สมาชิกในทีมแต่ละคนล้วนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน จุดแข็งของคนหนึ่ง อาจะกลายเป็นจุดอ่อนของอีกคนหนึ่งก็ได้

ดังนั้นในการเป็นผู้นำอย่างมีประสิทธิภาพ คุณต้องเข้าใจความแตกต่างของคนในละประเภท และเลือกการสื่อสารที่เหมาะสมกับคนประเภทนั้นๆ ในขณะเดียวกันคุณควรมีความฉลาดทางอรามณ์ที่จะสื่อสารให้คนแต่ละประเภทเข้าใจ

เรื่องนี้จะทำให้คุณกันทีมเข้าใจกันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากสมาชิกในทีมของคุณเป็นทีมดูแลระบบหลังบ้าน ที่ต้องการข้อมูลและรายละเอียดในเรื่องที่คุยแบบเชิงลึก การคุยแบบภาพใหญ่อาจจะทำให้ทีมคุณไม่เห็นภาพ ซึ่งคุณอาจจะต้องเสริมเรื่องของ How เข้าไปด้วย หรือเตรียมข้อมูลที่มากพอ เพื่อให้พวกเขาได้ทำการศึกษา

ในทางกลับกัน หากทีมของคุณเป็นกลุ่มคนแบบ Extrovert คือ ชอบออกไปพบปะสังสรรค์ คุณควรให้ไอเดียพวกเขา และกระตุ้นให้พวกเขาออกไปเจอผู้คน มากกว่าที่จะให้อยู่ในบริษัทและวุ่นวายกับเรื่องบัญชี

แต่ทั้งนี้คุณต้องรู้ก่อนว่าคุณได้เลือกคนให้เหมาะกับงานแล้วหรือไม่ ? หากคุณไม่แน่ใจในเรื่องนี้ คุณสามารถเข้าไปทำแบบทดสอบเพื่อวัดความอัจฉริยะทั้ง 8 ในตัวคนของ Wealth Dynamics ได้ที่  http://wealthspace.co/wdtest/

 

3. คุณต้องรักษาบทบาทของการปกป้องทีม

คุณรักทีมของคุณหรือเปล่า?  ผู้นำที่ดี ต้องปกป้องทีมของตนเอง และรักเอาใจใส่พวกเขา เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในครอบครัว องค์กรขนาดกลางในประเทศไทยหลายองค์กร ที่มีทีม 30-50 คน พนักงานมีความสามารถมาก แต่ได้ค่าจ้างไม่ได้เยอะ พวกเขาพร้อมที่จะถูกเรียกตัว และไปที่ใหม่ที่ได้เงินเดือนที่สูงขึ้น แต่เขากลับอยู่กับคุณ เพราะรู้สึกได้ถึงความเป็นครอบครัว

คุณควรดูแลทีมให้พวกเขารู้สึกแบบนี้  มากกว่าดูแลทีมในฐานที่พวกเขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา

การปกป้องทีมก็เป็นสิ่งสำคัญ เวลาที่ทีมของคุณต้องรับมือกับปัญหา หรือวิกฤต ที่พวกเขาได้ทำหน้าที่ของตัวเองออกไปแล้ว เมื่อความกดดันจากลูกค้า และสภานการณ์ภายนอกบีบบังคับ ในทีมจะแบกความคาดหวังที่หนักอึ้ง และมักมาพร้อมกับความเครียด ความกดดัน พวกเขาควรได้รับการปกป้องจากคุณ โดยคุณต้องใช้เวลาร่วมกันกับทีมในการช่วยกันคิดวิเคราะห์ ช่วยให้แนวทางเพื่อกลับไปแก้ไข คุณต้องครองสติให้ดี

เวลาที่คนเรารู้สึกได้รับความคุ้มครอง ปกป้อง พวกเขาจะรู้สึกปลอดภัยและมีคุณค่า ซึ่งนี่จะเป็นการสร้างพลังบวกให้กับทีมและสิ่งแวดล้อมในการทำงานจะเต็มไปด้วยพลัง  และพวกเขาจะเต็มใจที่จะเสี่ยงเพื่อปกป้องบริษัทมากขึ้นเช่นกัน

 

4.  ปล่อยให้ทีมทำงานตามแบบที่พวกเขาเป็น

ในฐานะผู้นำคุณต้องสนับสนุน และกระตุ้นให้แต่ละคนได้ใช้สัญชาติญาณตามธรรมชาติของพวกเขาออกมา

ทำได้อย่างไรนะหรอ วิธีการ คือ คุณต้องหยุดเจ้ากี้ เจ้าการ ให้ความอิสระในการที่พวกเขาจะคิด หรือทำงานในแบบที่พวกเขาเป็น แต่คุณต้องให้ความสำคัญกับการติดตามงานแทน ว่าได้ผลลัพธ์ในแบบที่คุณต้องการหรือไม่  เมื่อคุณเอาตัวเองออกห่างจากงาน และปล่อยให้ทีมคุณทำงาน คุณจะเริ่มมองภาพรวมได้แบบ bird’s-eye-view ซึ่งนั่นทำให้คุณเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน ของคนในทีมชัดขึ้น และเป็นการดีที่คุณควรจะเลือกเข้าไปให้คำแนะนำในแต่ละบุคคล

เรื่องนี้หลายองค์ตกม้าตาย เพราะผู้นำลงไปจี้ และพยายามให้ทีมทำงานในแบบที่ตัวเองเป็น ผลลัพธ์ คือ คุณเองจะเหนื่อยมาก เพราะทีมไม่สามารถทำงานในแบบที่คุณต้องการได้ และคุณยังละสายตาไม่ได้เลย ต้องคอยตับตาดูตลอดเวลา

 

5. ให้พื้นที่ความเป็นส่วนตัวในการทำงาน

ไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่าการลงไปทำงานแบบ Micromanage หรือการลงไปจัดการทุกเรื่องตั้งแต่เรืองเล็กๆ โดยทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณต้องการเท่านั้น สำหรับใครที่เป็นแบบนี้อยู่ ทางออก คือ คุณต้องฝึกปล่อยทีมให้พวกเขามีความเป็นส่วนตัวในการทำงาน เอาตัวเองออกมา อย่าไปนั่งจ้ำจี้จำไช หรือบังคับ บงการพวกเขา

มันอาจจะยากในช่วงแรก ที่จะปล่อยให้ทีมทำงาน แต่คุณรู้ไหมว่า ทีมจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เมื่อพวกเขามีสภาวะของจิตใจที่มั่งคง ไม่ถูกรบกวนหรือกระทบกระทั่ง สำหรับผู้นำแบบเผด็จการ อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายสำหรับคุณที่มีความบงการโดยธรรมชาติ คุณควรเริ่มจากการสั่งงานให้เคลียร์ และไว้ใจ เชื่อมั่นในตัวทีม ปลอยให้พวกเขาทำงาน โดยคุณทำหน้าที่ติดตามผลลัพธ์

 

6.  อย่าคาดหวังว่าพวกเขาต้อง “รู้ทุกเรื่อง”

เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง เรารู้แค่บางเรื่องก็พอแล้ว ทีมคุณก็เช่นกัน หลายคนอยู่กับการคาดหวังของทีม ว่าพวกเขาต้องรู้ในเรื่องที่คุณต้องการ แต่คุณไม่ได้เช็คว่าตัวคุณได้บอกความต้องการที่ชัดเจนขนาดไหน

บอกสิ่งที่คุณต้องการ หรือคาดหวังให้ชัดๆ ตรงไปตรงมา ด้วยภาษาที่เคลียร์ ไม่สับสน เวลาบอกให้บอกทีละเรื่องๆ อย่าพูดเรื่องหนึ่งยังไม่ทันจบ ขึ้นเรื่องใหม่อีกแล้ว หากคุณไม่บอก หรือบอกไม่ชัดเจน ก็อย่าคาดหวังว่าใครจะอ่านใจคุณออก

ใช้เวลาไม่นานเพื่อทำให้แน่ใจว่าทีมของคุณเข้าใจในสิ่งที่คุณคาดหวังต้องการ และจากนั้นจึงปล่อยพวกเขาไปทำงานในแบบที่เขาเป็น เมื่อมีการสื่อสารที่ชัดเจน มากเท่าไหร่ ทีมงานของคุณจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้นเท่านั้น

 

7. ลดความสับสนในการสั่งงาน

คุณเคยเห็นคนที่พูดว่า “ได้ครับ” “ได้ค่ะ” ตลอดเวลา โดยที่ไม่ฟังข้อมูลอะไรเลยไหม  หากคุณเป็นผู้จัดการ หรือคนคุมทีม ที่ต้องรับสารจากบอสใหญ่ เพื่อนำไปถ่ายทอดต่อ คุณต้องระวังการสื่อสารที่ทำให้เกิดความสับสนในการสั่งงานหากคุณยังไม่มีข้อมูลที่มากพอ อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุป และนำไปบอกทีม เพราะทำให้ทีมคุณสับสนได้ เนื่องจากคุณเองก็ยังเข้าใจไม่ชัดเจน

เวลาที่คุณได้ข้อมูลข่าวสารมา คุณควรฟังเพื่อรับข้อมูล มากกว่าพูด และหลังจากนั้นจึงค่อยตั้งคำถาม เพื่อให้คุณเข้าใจในทุกๆมิติ กล้าถาม ดีกว่ารับงานไปแบบสับสน

 

8.  ชื่นชมทีมงานอย่างเหมาะสม

อย่าละเลยทีมงาน อย่าคิดว่าสิ่งที่พวกเขาทำ เป็นสิ่งที่ควรทำ และคุณไม่จำเป็นต้องสนใจ เพราะมันเป็นหน้าที่ ความคิดแบบนี้พลาดกันมาหลายคนแล้ว เพราะคุณ ถือว่าเป็นหน้าที่ ทีมคุณไม่ได้รับคำชื่นชมใดๆเลย โดยเฉพาะความพยายามที่จะผลักดันให้งานสำเร็จ คุณต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้  

เวลาที่ทีมต้องรับผิดชอบ เพื่อทำให้ผลลัพธ์เกิดขึ้น และคุณเป็นคนที่ติดตามผลลัพธ์ ในระหว่างทางอาจจะเป็นการประชุมรายสัปดาห์ หรือการพบเจอกันเพื่ออัพเดทสั้นๆ อย่าละเลยที่จะชื่นชมในความพยายามของพวกเขา หากคุณเห็นแล้ว ทีมมีความตั้งใจให้ผลงานออกมาดี ชื่นชมพวกเขาในสิ่งที่เขาเป็น และทำ อย่าต้องการแค่ให้ทีมทำสำเร็จ
เหนือสิ่งใดคุณต้องทำให้ทีมมีความสุขให้ได้

การสร้างทีมที่ยอดเยี่ยม คือ การทำให้พวกเขาได้รู้สึกถึงความรัก รักในหน้าที่ที่ทำ รักในสิ่งที่เขาเป็น
และคุณคือ คนสร้างสิ่งแวดล้อมให้พวกเขาเจริญเติบโต

The post 8 เทคนิคสร้างทีมงานในฝัน appeared first on WealthSpace.

]]>
http://wealthspace.co/8-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/ 0
8 สิ่งที่คุณควรรู้ ถ้าคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจให้สำเร็จ http://wealthspace.co/9569/ http://wealthspace.co/9569/#respond Fri, 10 Feb 2017 13:57:52 +0000 http://wealthspace.co/?p=9569 Wealth Space มีโอกาสได้พูดคุยกับ Co-Founder และ หนึ่งใน
ผู้ที่อยู่ในการศึกษาของ Wealth Space ที่วันนี้สามารถสร้างผลลัพท์ จาก 0 ถึง 1,000,000 ภายใน 1 ปี
คุณ บี๊ นุกูล กับประสบการณ์ เล่นจริง เจ็บจริง จนสร้างผลลัพท์หลักล้าน ณ วันนี้

The post 8 สิ่งที่คุณควรรู้ ถ้าคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจให้สำเร็จ appeared first on WealthSpace.

]]>

 

Wealth Space มีโอกาสได้พูดคุยกับ Co-Founder และ หนึ่งใน
ผู้ที่อยู่ในการศึกษาของ Wealth Space ที่วันนี้สามารถสร้างผลลัพท์ จาก 0 ถึง 1,000,000 ภายใน 1 ปี
คุณนุกูล ลักขณานุกุล หรือ คุณบี๊  กับประสบการณ์ เล่นจริง เจ็บจริง จนสร้างผลลัพท์หลักล้าน ณ วันนี้

 

“ผมเคยเสียเงินเกือบล้าน เพื่อแลกกับคำว่า ‘การเรียนรู้’

แต่ผมกลับนำไปใช้ไม่ได้เต็มที่

เพราะผมเล่นผิดเกม ผมไม่รู้ว่าจุดแข็ง

ที่เป็นเครื่องสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งของตัวเอง คือ อะไร”

 

จนมาวันนี้ผม กลายเป็นเจ้าของธุรกิจ และที่ปรึกษา ที่สามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองจากติดลบ
มาสร้างรายได้หลักล้านถึง 3 บริษัท และยังสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ให้กับบริษัทที่รับเป็นที่ปรึกษา – ในเวลาเพียง 1 ปี !!

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ จาก Wealth Space และ Wealth Dynamics ทำให้ผมพัฒนาตัวเอง
พัฒนาธุรกิจของลูกค้า ที่ผมไปเป็นที่ปรึกษา ทำให้ผม สรุป “8 สิ่งที่คุณควรรู้ ถ้าคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจให้สำเร็จ” ไว้ดังนี้

 

 

1. ทำในสิ่งที่ถนัด

ผมเคยหลงทางมาหลายปี พยายามทำตัวเองให้เก่งทุกเรื่อง เลยไม่รู้ว่าตัวเองเก่งเรื่องอะไรกันแน่ มันไม่ผิดครับ เราทั่วไปถูกฝึกมาแบบนั้น อย่างเวลาไปสมัครงาน หลายคนมักพูดว่า “ทำได้ทุกอย่าง”

แต่ผมค้นพบแล้วครับว่า เราจำเป็นต้องไปให้สุดในทางใดทางหนึ่ง แต่เราต้องรู้ก่อนว่า”จุดแข็งของเรา คือ อะไร?” เพราะเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ดีด้วยตัวเองเพียงคนเดียว

 

 

2. สิ่งที่ไม่ถนัดยอมให้คนอื่นช่วย

เมื่อคุณเจอสิ่งที่ถนัด ที่เป็นจุดแข็ง หรือท่าไม้ตายของตัวเอง อย่างตัวผม ผมเก่งเรื่องของการคิดวิเคราะห์ วางแผน มากกว่าการออกไปเจอผู้คน ผมจึงต้องกลับมาทำความเข้าใจ และยอมให้บางงานที่เราไม่ถนัดมีคนมาช่วย เราไม่สามารถเก่งไปคนเดียวได้ตลอดครับ มีคนที่เก่งกว่าเรา ทำได้ดีกว่าเรา เยอะแยะ

 

 

3. เข้าใจจังหวะในการทำธุรกิจ

ทำธุรกิจ ก็เหมือนฤดูกาล คุณต้องรู้ว่าคุณอยู่ช่วงเวลาไหนควรทำอะไร? แต่คนส่วนมากมักไม่รู้ มักจะทำตามๆกันไป บางธุรกิจอยู่ในช่วงเริ่มเติบโต อะไรๆก็ดูเป็นไอเดียใหม่ๆ เป็นช่วงที่ต้องมีสินค้าใหม่ๆออกสู่ตลาด หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงที่ต้องอาศัยคอนเน็คชั่น พาร์ทเนอร์ การคุมทีมเข้ามาช่วย และเข้าสู่ช่วงของการให้คุณภาพของการบริการ สุดท้ายมาตบด้วยช่วงของการลดต้นทุน รายจ่าย ทำให้ธุรกิจอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่ง…คุณต้องรู้ก่อนว่าธุรกิจที่คุณกำลังจะทำ อยู่ช่วงไหน

 

 

4. กำหนดชีวิตตัวเอง อย่ารอให้อนาคตมากำหนดชีวิตคุณ

หลายคนไม่เคยคิดว่าอีก 1 ปี 5 ปี ข้างหน้าคุณจะเป็นอย่างไร ผมบอกเลยว่าข้อนี้สำคัญมาก ผมเขียนชีวิตที่ผมต้องการทุกๆปี โดยเขียนแค่ 1 ปีข้างหน้า ให้ครบและครอบคลุมในทุกข้อของชีวิต เรื่องงาน ธุรกิจ เงิน ชีวิตส่วนตัว สุขภาพ โดยผมเขียนเหมือนว่าผมได้รับสิ่งที่ผมต้องการมาแล้ว

 

 

5. ติดตามประเมินประสิทธิภาพของตัวเองเป็นประจำ

เมื่อผมกำหนดชีวิตของตัวเองแล้วด้วย การลงมือทำของผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันทำให้ผมรู้ว่า เรื่องไหนควรทำ เรื่องไหนยังไม่ถึงเวลาทำ เพื่อพิชิตเป้าธุรกิจที่เราต้องการ และผมไม่เคยลืมที่จะวัดผลทุกครั้ง ว่าทุกอย่างที่ผมทำ ใันยังอยู่ในเส้นทางหรือไม่ และมีผลลัพธ์อย่างไร

 

 

6. มองที่การส่งคุณค่าให้กับผู้อื่น มากกว่าการมองถึงตัวเงินที่จะได้

อย่ามองที่เงิน แต่ให้มองที่คุณค่า เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า อย่ามองที่สินค้า แต่จงโฟกัสที่ความต้องการลูกค้า ข้อนี้เอง ที่ผมก็เคยตกม้าตาย ร้อนวิชาอยากออกสินค้าจนลืมดูว่าอะไร คือ สิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ

 

7. จัดการการเงินส่วนตัวและบริษัทเป็นประจำ

ถ้าการเงินส่วนตัวคุณดี คุณก็จัดการเงินในธุรกิจได้ ถ้าคุณพังเรื่องการเงินส่วนตัว ไม่ต้องถามถึงธุรกิจครับ ไม่ต่างกัน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงเวลาใดของธุรกิจ จะเริ่มต้นขาย จะขายดี จำไว้นะครับ Cash Flow is a King. และที่สำคัญห้ามละเลยการตรวจนับเงินเด็ดขาด จนถึงวันนี้ ผมก็ยังทำบัญชีรับจ่ายส่วนตัว และดูงบการเงินบริษัทด้วยตัวเองทุกครั้ง

 

8. วางแผนที่จะล้มเหลว

จงเตรียมวางแผนที่จะล้มเหลว การเรียนรู้ คือ เกม ยิ่งคุณผิดพลาดมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งใกล้กับความสำเร็จมากแค่นั้น คุณผิดพลาดมา 9 ครั้ง แต่ 1 ครั้งที่คุณสำเร็จ ก็ยังถือว่าคุณมาถูกทาง แต่ต้องเริ่มจากการวางแผนให้ถูกต้อง ว่าคุณต้องการจะเรียนรู้อะไร

 

หากคุณอยากรู้ ว่าผมทำได้อย่างไร มากกว่านี้

ผมมีงานสัมมนามาแนะนำครับ

ชื่องานว่า Wealth In You งานนี้ผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า

คนที่รู้จุดแข็งของตัวเองไว สำเร็จไวได้เหมือนผมอย่างไร 

 

 

สิ่งที่คุณจะได้รับจากงานนี้ คือ  (AGENDA)

 

Session เช้า : LEARN 

 

1. การดึงจุดแข็งที่เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะตัวออกมาสร้างเงินในธุรกิจให้มากขึ้นกว่าเดิม 
โดยที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใครไม่ต้องกลัวว่าคู่แข่งจะเหมือนคุณ ไม่ต้องกลัวว่าธุรกิจของฉันจะไม่แตกต่าง
เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการหาความชัดเจนที่เป็นตัวคุณกับธุรกิจแบบสุดๆ

2. เข้าใจหลักการของการ Leverage สิ่งที่คุณมี เพื่อสร้างเงิน สร้างธุรกิจ สร้างความมั่งคั่ง 
การดึงเงินเข้ามาจากจุดแข็งที่คุณเจอ การเลือกคนที่ใช่ ทีมที่ถูกต้องต้อง เข้ามาร่วมงาน และบาลานซ์การทำงานอุดจุดอ่อน เสริมจุดแข็งคุณได้

3. ได้ทำ Workshop ที่จะได้เจาะลึกว่า อะไรบ้างที่คุณมีในตัว
ความรู้ – ที่คุณมีติดตัว ที่นำมาใช้และเพิ่มมูลค่าได้อีก รู้แต่ไม่ได้นำมาใช้ เท่ากับไม่รู้ !
ประสบการณ์ – ที่คุณมีอะไรบ้างที่มีแต่ลืมนำมาใช้ เพื่อสร้างความแตกต่าง
Passion ที่คุณมี – อะไรที่ขับเคลื่อนชีวิตและธุรกิจคุณตอนนี้
Connection – ที่อยู่ในมือคุณคุณจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
Purpose – จุดมุ่งหมายสำคัญที่คุณยังใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ กับธุรกิจที่คุณทำ
Character –  ลักษณะพิเศษ ที่มำให้คุณแกต่างจากคนอื่น สิ่งที่คุณเป็น

4. เข้าใจหลักการของการ Leverage สิ่งที่คุณมี เพื่อสร้างเงิน สร้างธุรกิจ สร้างความมั่งคั่
การดึงเงินเข้ามาจากจุดแข็งที่คุณเจอ การเลือกคนที่ใช่ ทีมที่ถูกต้องต้อง เข้ามาร่วมงาน และบาลานซ์การทำงานอุดจุดอ่อน เสริมจุดแข็งคุณได้

Session บ่าย : TALK 

 

1. คุณจะได้ฟังการถ่ายทอดเรื่องราว และประสบการณ์จริงๆ ของแขกรับเชิญว่า เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตพวกเขาบ้าง ตอนนี้ยังไม่เจอ “จุดแข็ง” ที่เป็นความชัดเจน ในสิ่งที่ตัวเองและธุรกิจเป็นตอนนี้ พวกเขาเจอปัญหาอะไร เรียนรู้ความผิดพลาดจากคนอื่น มันดีกว่าคุณไปล้มเอง เจ็บเองเสมอ และนี่เป็นวิธีการ Shortcut ความสำเร็จให้กับคุณ

2. อะไร คือ สิ่งที่เป็น Key Success ที่พวกเขาทำเจอ และคุณสามารถได้นำสิ่งนี้ไปปรับใช้ได้ทันที

 

 

ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์โดย

 

1. คุณนุกูล ลักขณานุกุล (คุณบี๊)

Co-Founder และ Master Trainner ของ Wealth Space นักธุรกิจและที่ปรึกษา จากอดีตมนุษย์เงินเดือนที่ค้นพบ “จุดแข็ง” ของตนเอง จนสามารถเปลี่ยนความคิด และเส้นทางชีวิตของตัวเองได้สำเร็จ จนปัจจุบันก้าวมาเป็น เจ้าของกิจการ สร้างรายได้หลักล้าน และยังสร้าง Double Revenue ให้กับบริษัทที่รับเป็นที่ปรึกษาซึ่งรับเป็นที่ปรึกษาในเรื่องการวาง Work Flow ระบบของธุรกิจ

 

พร้อมแขกรับเชิญ

 

2. คุณสา ธมลวรรณ เอกบัณฑิต เจ้าของร้านเพชร Proud Gems หรือที่รู้จักกันในนาม Doctor Diamond

เจ้าของแฟนเพจ Doctor Diamond กูรูเพชร นักวิเคราะห์อัญมณี GIA ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 130,000 คน และยังเป็นเจ้าของผลงาน Pocket Book ระดับ Best Seller หลายเล่ม เช่น “ซื้อเพชรให้ได้เพชร” “จับกลโกงเซียนเพชร” เธอเคยค้นหาตัวเองมานาน และจะมาไขความลับว่า เธอค้นพบทางเดินในธุรกิจอย่างไร จึงกลายมาเป็นกูรูเพชรที่ประสบความสำเร็จ และออกหนังสือ Best Seller มาหลายเล่ม

 

3. Trainer Nalisa หรือ ครูกิ๊บ เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ ด้วยคำถามฉุกคิด

ครูกิ๊บช่วยให้ผู้คนยกระดับชีวิตด้วยการพัฒนาความสัมพันธ์ เจ้าของแฟนเพจ Trainer Nalisa ชีวิตยิ่งใหญ่ ถามใจให้เป็น และหนังสือ Best Seller ชีวิตยิ่งใหญ่ ถามใจให้เป็น กับสำนักพิมพ์ Stock2Morrow และเธอยังมีประสบการณ์การทำธุรกิจในเรื่องของกระบวนการซื้อใจโดยไม่ใช้เงิน ปัจจุบันเธอมีแฟนเพจที่มีคนติดตามเกือบ 150,000 คน และเป็นเพจที่ติดอันดับที่ 15 ของประเทศไทย ที่นักพัฒนาตนเองในเรื่องความสัมพันธ์ต้องไม่พลาด

 

1 วัน ที่คุณจะได้เรียนทฤษฏี WORKSHOP การค้นหาจุดแข็งที่ต้องรู้ !  
และการได้เรียนรู้จากความผิดพลาด จากประสบการณ์ และ KEY SUCCESS ของคนสำเร็จ
ที่จะช่วยประหยัดเวลาที่คุณต้องไปเสียเวลาลองเอง พลาดเองในธุรกิจ !

 

PROMOTION พิเศษ FRIEND GET FRIEND

3,900 บาท 1 แถม 1 !
( จำนวนจำกัดเพียง 30 คู่เท่านั้น )


ภายใน 28 ก.พ.60 เท่านั้น ! 

 

 

แล้วพบกัน

วันเสาร์ 4 มีนาคม 60 เวลา 09.00 – 18.00 น.
E88 ห้อง Chicken @W-District BTS พระโขนง

ติดต่อสอบถาม

สำหรับใครที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อทีมงาน
แอดไลน์มาได้ที่ LINE@: @wealthspace (พิมพ์แอดด้วย)
เพิ่มเพื่อน

The post 8 สิ่งที่คุณควรรู้ ถ้าคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจให้สำเร็จ appeared first on WealthSpace.

]]>
http://wealthspace.co/9569/feed/ 0
10 คลื่นแห่งอนาคตที่กำลังมา…ที่คุณไม่รู้ ไม่ได้ http://wealthspace.co/10waves/ http://wealthspace.co/10waves/#respond Tue, 15 Nov 2016 12:47:19 +0000 http://wealthspace.co/?p=9180 10 คลื่นแห่งอนาคตที่กำลังมา…ที่คุณไม่รู้ ไม่ได้ โลกหมุนไว จนบางทีอะไรๆก็เปลี่ยนไปจนคุณไม่ทันตั้งตัว ย้อนกลับไป 10 ปีก่อน หลายคนคงเห็นแล้วว่าเรามีเทคโนโลยีใหม่เข้ามามากมาย อยู่ดีๆ พวกเราก็มี Uber มาใช้ทดแทนการใช้รถ Taxi การเกิดมาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model ที่คิดค้นโดย Elon Muskโมเดลธุรกิจห้องพักที่ไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเองอย่าง airbnb แล้วอีก 5-10 ปีข้างหน้านี้ละ อะไรจะเปลี่ยนไปอีก ผมเคยได้ยินหลายคนพูดว่าถ้าวันนั้นรู้แบบนี้ วันนี้ชีวิตคงเปลี่ยนไปอีกแบบ นี่จึงเป็นที่มาของการรู้ทันอนาคต เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปงาน Fast Forward Your Business 2016 จัดขึ้นโดย Wealth Dynamics Thailand เป็นงานที่ผมและทีมพลาดไม่ได้เลยครับ เพราะพวกเราทุกคนใน Wealth Space เติบโตมาจากแนวคิดของ Roger James Hamilton เขาคือ Futurist หรือนักทำนายอนาคตให้กับผู้ประกอบการทั่วโลก และเป็นผู้ก่อตั้งหลักสูตร Wealth Dynamics ที่มีผู้ประกอบการทั่วโลกนำไปใช้กว่า 250,000

The post 10 คลื่นแห่งอนาคตที่กำลังมา…ที่คุณไม่รู้ ไม่ได้ appeared first on WealthSpace.

]]>
10 คลื่นแห่งอนาคตที่กำลังมา…ที่คุณไม่รู้ ไม่ได้

โลกหมุนไว จนบางทีอะไรๆก็เปลี่ยนไปจนคุณไม่ทันตั้งตัว ย้อนกลับไป 10 ปีก่อน หลายคนคงเห็นแล้วว่าเรามีเทคโนโลยีใหม่เข้ามามากมาย
อยู่ดีๆ พวกเราก็มี Uber มาใช้ทดแทนการใช้รถ Taxi การเกิดมาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model ที่คิดค้นโดย Elon Muskโมเดลธุรกิจห้องพักที่ไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเองอย่าง airbnb

แล้วอีก 5-10 ปีข้างหน้านี้ละ อะไรจะเปลี่ยนไปอีก

ผมเคยได้ยินหลายคนพูดว่าถ้าวันนั้นรู้แบบนี้ วันนี้ชีวิตคงเปลี่ยนไปอีกแบบ
นี่จึงเป็นที่มาของการรู้ทันอนาคต

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปงาน Fast Forward Your Business 2016 จัดขึ้นโดย Wealth Dynamics Thailand เป็นงานที่ผมและทีมพลาดไม่ได้เลยครับ เพราะพวกเราทุกคนใน Wealth Space เติบโตมาจากแนวคิดของ Roger James Hamilton


เขาคือ Futurist หรือนักทำนายอนาคตให้กับผู้ประกอบการทั่วโลก
และเป็นผู้ก่อตั้งหลักสูตร Wealth Dynamics ที่มีผู้ประกอบการทั่
วโลกนำไปใช้กว่า 250,000 คน

โอ้โห อย่ารอช้าครับ มาอัพเดทกันเลยว่า 10 เทรนด์ในอนาคต…ที่คุณไม่รู้ไม่ได้ มีอะไรบ้าง
และที่สำคัญทาง Wealth Space ได้คิดวิเคราะห์จนตกผลึก และได้เอาแนวคิดที่เป็
นของประเทศไทยเข้ามาด้วย
มาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง

===============

nov9_wave10-002

คลื่นลูกที่ 1 – นักเล่นแร่แปรธาตุยุคใหม่ (ความคิดที่เปลี่ยนไป)

ยุคนี้เป็นจุดเริ่มต้นของผู้ประกอบการ(Entrepreneur) รุ่นใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้นครับ
คนสมัยนี้ทำธุรกิจง่ายกว่าสมัยก่อนเยอะ ทุกอย่างรอบๆตัวเรากลายเป็นระบบดิจิตอล
การติดต่อผ่านทั้งหลายผ่านโซเชียลมีเดีย(Social Media)  และทำงานร่วมกันผ่านระบบออนไลน์ (Online Collaboration)

“เป็นช่วงเวลาทองของการทำธุรกิจได้สะดวก รวดเร็ว เพราะเรามีทั้งโซเชียลมีเดีย ในการเข้าถึงทรัพยากร
มีช่องทางใหม่ในการติดต่อสื่อสารกับผู้คนเพียงปลายนิ้ว ออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และการขายออนไลน์”

รวมถึงการผลิตสมัยใหม่ที่ใช้ข้อมูลดิจิตอล ทำให้การผลิตสินค้าตัวอย่างหรือต้นแบบทำได้รวดเร็วมากขึ้น  นักธุรกิจหน้าใหม่ที่มีไอเดียเด็ดๆ สามารถเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีจำนวนมากขึ้นมากมายกว่ายุคก่อน โดยมีการคาดการว่าจำนวนยอดผู้ประกอบการจะมีมากถึง 1ล้าน ในปี 2020

เทคโนโลยีที่เข้ามา ผมย้ำนะครับว่าเข้ามาแล้ว แล้วสำหรับเทรนด์อนาคต (จริงๆเข้ามาสักพักแล้วครับ) คือการผลิตด้วยระบบดิจิตอล(Digital manufacturing) เช่น เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่เราสามารถผลิตสินค้าได้เอง ทุกอย่างสามารถพรินต์ออกได้ด้วยเครื่องพิมพ์  เจ้าเทคโนโลยี เครื่องพิมพ์ 3 มิติ สามารถตอบโจทย์ให้กับแวดวงต่างๆ และถูกนำไปใช้แล้วในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทางการศึกษา (Education) อุตสาหกรรมการออกแบบ (Industrial Design) อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive) งานด้านวิศวกรรม (Engineering) งานด้านสถาปัตยกรรม (Architecture) การแพทย์และทันตกรรม (Medical & Dental) การออกแบบแฟชั่นและเครื่องประดับ (Fashion & Jewellery) การบินและอวกาศ (Aerospace) อาหาร (Food) และอื่นๆ อีกมากมาย ลองดูตัวอย่าง ปัจจุบันมีรถยนต์ที่ถูกออกผลิตขึ้นเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แล้วบนโลก  คือ Urbee Car ที่สามารถวิ่งบนถนนได้จริง

ตัวอย่างในบ้านเรา

สำหรับเรื่องนี้ทางบ้านเราก็เริ่มมีการตื่นตัวแล้วโดยเฉพาะสายธุรกิจรูปแบบใหม่อย่างสาย StartUp ที่มีความคล่องตัว
และความสามารถในการประยุคใช้เทคโนโลยีต่างๆมาเพื่อสร้างธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนอีกทั้งยังมีหลายๆหน่วยงานที่เริ่มจัดงานแสดงเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการยุคใหม่เหล่านี้เช่น

ด้วยปัจจัยเหตุปัจจัยพวกนี้ การเติบโตของธุรกิจสามารถเติบโตได้ในอัตรายกกำลัง หรือที่เรียกว่า Exponential Growth
ผลที่จะได้คือ เรากำลังเข้าสู่ยุคทองของผู้ประกอบการสายพันธุ์ดิจิตอลที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นมากกว่าแต่ก่อน

สิ่งที่คุณต้องทำ

ความคิดที่เปลี่ยนไป  ความสามารถของเราในการสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกัน แบบเรียลไทม์ (Real-Time)
จะเปลียนแปลงสิ่งต่างๆรอบตัว ความถึงวิธีคิดของเราไปอย่างก้าวกระโดดมาก ทุกอย่างจะเร็วไปหมด คุณต้องตามให้ทัน

สิ่งที่คุณต้องทำ

มีภาระกิจที่ยิ่งใหญ่ สิ่งที่ผมกำลังจะบอก คือ  พอทุกอย่างมันง่าย สิ่งที่มันท้าทาย มันก็เป็นจริงได้ง่ายขึ้น
ยิ่งคุณมีภาระกิจที่ยิ่งใหญ่ มันก็ยิ่งเป็น “Big Why” ที่คุณอยากขับเคลื่อนธุรกิจ ยิ่งคิดใหญ่ คุณก็จะค้นหาวิธีการ ตัวช่วย และเครื่องมือใหม่ๆที่จะช่วยให้คุณไปถึงสิ่งที่ฝันได้ไม่ยากในยุคนี้


โรเจอร์กว่าวปิดท้ายในคลื่นลูกแรกว่า
“เศรษฐกิจที่รวดเร็ว…จะชนะเศรษฐกิจที่ใหญ่ แต่เชื่องช้าได้”

===============

nov9_wave10-003

คลื่นลูกที่ 2 – ตัวฉัน 3.0 (Me 3.0)


นี่คือยุคที่ลูกค้าเน้น “ตัวฉันเองเป็นศูนย์กลาง”  ยุคที่ Generation Y  หรือ Gen-Y เป็นประชากรส่วนใหญ่
Gen-Y ทั่วโลกกว่า 2 พันล้านคนคิดเป็นสัดส่วน 30% ของประชากรโลกประเทศไทยมี 22 ล้านคน ส่วนแบ่งรายได้สูงถึง 5 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 25% รายได้รวมของประเทศ


กลุ่มคน  Gen-Y เกิดในช่วงปี พ.ศ.2523-2540 (ค.ศ.1980-1997) เติบโตมาในช่วงที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคสารสนเทศข่าวสารข้อมูลเต็มรูปแบบมีการปฎิวัติทางเทคโนโลยีการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เคลื่อนที่ และอินเตอร์เน็ต ทำให้ค่านิยมส่วนบุคคลเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก กล้าเสี่ยง และมีความทะเยอทะยานในการเป็นเจ้าของธุรกิจมากกว่าคนรุ่นก่อนหน้า ที่มีค่านิยมมุ่งไปที่การทำงานประจำ
พฤติกรรมการจับจ่ายสินค้าและการบริการแทบจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง นี่เป็นข้อมูล Insight Customer ที่ผู้ประกอบการยุคนีต้องเข้าใจ

(ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมจาก http://www.tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=6527)

ผลกระทบ

จุดสนใจที่เปลี่ยนไป : ลูกค้าเข้าถึงตัวเลือกของสินค้าที่มีมากขึ้น ลูกค้าปฏิเสธสินค้าได้อย่างรวดเร็วถ้ามันไม่ใช่ ไม่ถูกใจ
และสามารถที่จะหาสินค้าหรือบริการที่ดีที่สุดที่จะมาตอบโจทย์ความต้องการด้วยตัวเอง

 

สิ่งที่คุณต้องทำ

ถ้าคุณอยากจะเข้าใจลูกค้าในยุคนี้ คุณต้องเข้าใจพฤติกรรมของเขาก่อน เพราะเป็นยุคที่คนเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
และมีทางเลือกเยอะแยะมากมายในการใช้สินค้าและบริการ พวกเขาเลือกช่องทางที่ดี ที่สุดให้ตัวเองได้



เพราะฉะนั้น โรเจอร์บอกไว้ คือ

“เมื่อคุณคิดจะทำธุรกิจ “ให้เริ่มจากลูกค้า ไม่ได้เริ่มจากสินค้า”

ผู้ประกอบการต้องเริ่มสนใจที่ตัวลูกค้าให้มากขึ้น  วางแผนการเข้าถึงลูกค้าในระดับเฉพาะบุคคล ออกแบบธุรกิจ ที่บริการลูกค้ารายบุคคลได้

ในบ้านเรา

สำหรับคลื่นลูกนี้ เกิดขึ้นมาในประเทศของเราแล้ว พฤติกรรมของลูกค้ายุค Me 3.0 มีเห็นได้ทั่วไปโดยเฉพาะคนที่ค้าขายออนไลน์
ซึ่งเราจะเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ถูกนำเสนอกันทาง Facebook หรือแม้แต่คุณเองเวลาซื้อของออนไลน์ มันรวดเร็วมาก ที่คุณจะเลือกซื้อสิ่งใด หรือไม่เลือกอะไร

แต่ในทางธุรกิจแล้วในบ้านเราเริ่มมีการทำการตลาดเฉพาะบุคคลแล้ว แม้ว่ายังไม่มีการปรับตัวอย่างเด่นชัด ในด้านอื่นๆ
เพราะในต่างประเทศเองเรื่องนี้ ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆในการที่จะทำ Mass Personalization  แต่ตัวอย่างที่เราพอเห็นผ่านตามาบ้างก็จะมี campang ของโค้กที่เราสามารถสั่งพิมพ์ชื่ออะไรไปบนขวดก็ได้ แบบนี้เป็นต้นนะครับ

อีกตัวอย่างที่ ดูจะเป็นเทรนด์ของอนาคตจริงๆ ผมยกตัวอย่างให้เห็น เช่น โครงการรองเท้าวิ่งเฉพาะบุคคลที่ผลิตด้วยวิธีการพิมพ์ 3 มิติของ Adidas http://gadgets.siamsport.co.th/adidas-futurecraft-3d/

===============

nov9_wave10-004

คลื่นลูกที่ 3 – เปลี่ยนจากการกระทำเป็นการดึงดูดใจ (การเข้าถึงลูกค้าที่เปลี่ยนไป)

สืบเนื่องมาจากผลของคลื่นลูกที่แล้วครับ ทำให้ปัจจุบันการที่เราจะเสนอสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้ามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นกว่าในสมัยก่อนมาก Customer Journey หรือ การเดินทางของลูกค้าสมัยนี้ เห็นสินค้าแล้วไม่ได้ตัดสินใจซื้อเลย แต่ต้องอ่านรีวิว ถามเพื่อน คนรอบตัวจนมั่นใจก่อนแล้วค่อยซื้อ ผู้คนใช้ชีวิต และเสพสื่อผ่านสังคมออนโลน์ กันจนอึน มันเยอะมาก

สื่อโฆษณาออนไลน์ เป็นสิ่งที่คนที่ทำธุรกิจทุกคนสนใจ  ยิ่งโดยเฉพาะการตลาดออนไลน์
ที่มีมากมายหลายรูปแบบ แต่อำนาจในการสร้างความสนใจไม่ได้อยู่กับผู้ขายอีกต่อไป

ลูกค้ามีโอกาสเห็นตัวเลือกที่หลากหลาย หลายๆคนเลือกที่จะเมินเฉยต่อโฆษณา เพราะว่ามีให้เห็นมากเกินไป
ผู้คนมีการรวมกลุ่มกัน เพื่อแชร์ข้อมูลสินค้าและบริการ มากกว่าที่จะเชื่อในสิ่งที่โฆษณานำเสนอ

โรเจอร์ ได้เสนอถึงความสำคัญของเรื่องนี้ไว้ว่า

“คุณควรสร้างคอมมูนิตี้ (Community ที่ดี เพื่อที่จะดึงดูดผู้คนเข้ามาหาคุณก่อน และนำเสนอสิ่งที่มีคุณค่าให้ฟรีๆ เพื่อดึงดูดเวลาของผู้ที่สนใจ คุณถึงจะสามารถนำเสนอขายสินค้าหรือบริการของคุณได้อย่างดี แล้วลูกค้าที่พึงพอใจจะสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือให้คุณเอง”

ผลกระทบ

การเข้าถึงลูกค้าที่เปลี่ยนไป  การโฆษณาแบบเก่าแทบจะไม่มีคนสนใจอีกต่อไป
การสร้างความสนใจ ความเชื่อใจ และเวลาของลูกค้าทำได้ยากกว่าแต่ก่อนมาก
ลูกค้าจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าสิ่งที่คุณสื่อออกมามีคุณค่าพอที่จะได้รับความสนใจรึเปล่า

 

สิ่งที่คุณต้องทำ

มุ่งเน้นให้คนมีความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมมากกว่านำเสนอแต่เนื้อหา
จงหันมาสร้างและฟูมฟักชุมชน (Community) ของคุณ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับผู้ที่มีส่วนร่วมกับคุณ

ในบ้านเรา

ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่ามีหลายสินค้าและบริการหลายๆอย่างที่เกิดจากคนตัวเล็กๆ แต่ประสบความสำเร็จสามารถสร้างธุรกิจใหญ่โตได้จากเพียงแค่เริ่มนำเสนอสิ่งที่มีคุณค่าผ่านโซเชียวแพลทฟอร์ม(Social Platform) เช่น Facebook เพราะฉะนั้นถือได้ว่าคลื่นลูกนี้มันเกิดขึ้นจริงแล้วในบ้านเรา และคนที่ปรับตัวทันก็จะสร้างความสำเร็จได้จริง

===============

nov9_wave10-005

คลื่นลูกที่ 4 – โลกในมือของคุณ (การเข้าถึงทรัพยากรที่เปลี่ยนไป)

ในคลื่นที่ 4 นี้โรเจอร์ นี้ได้พูดถึงการเชื่อมต่อกับทรัพยากรต่างๆในโลก
ได้เหมือนกับการที่โลกทั้งใบอยู่ในมือคุณ

เริ่มจากการที่ ปัจจุบันผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทรัพยาการต่างๆ แทบจะทั่วโลก
ได้โดยผ่านระบบออนโลน์ (Global online access)


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าถึงสินค้า การบริการ และธุรกรรมต่างๆผ่านมือถือ ทำให้เกิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้น
เช่น ธุรกิจที่ตอบสนองผู้บริโภคเป็นครั้งๆ ตรงตามที่ลูกค้าต้องการ โดยสามารถจัดเตรียมสินค้าหรือบริการได้
โดยใช้เวลาอันสั้นหรือแทบจะทันที (On demand economy) เช่น Uber, Grab Taxi

เศรษฐกิจอีกรูปแบบค่อนข้างมาแรงคือ เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing economy)


รูปแบบหลักๆ ของธุรกิจแนวนี้ คือ การเป็นตัวกลางให้เช่า สินทรัพย์ที่เป็นของบุคคลทั่วไป กับผู้ที่ต้องการเช่าสินค้านั้น
ทำให้ตัวธุรกิจไม่จำเป็นต้องซื้อ  สินทรัพย์ไว้ในองค์กรของตัวเอง หรือถ้าเป็นทางด้านแรงงาน คือ การจัดจ้างคนภายนอกมาทำงานให้องค์กรเป็นครั้งคราว (Outsourcing)

ซึ่งรูปแบบเศรษฐกิจนี้เป็นการช่วยลดต้นทุนอย่างมากในการทำธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีแพลทฟอร์มหลายๆตัวที่นำเสนอการบริการ
ไม่ใช้เพียงเฉพาะในระดับท้องถิ่นเท่านั้นแค่คุณยังสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ทั่วทั่งโลก เช่น Airbnb ธุรกิจสตาร์ทอัพการแบ่งปันที่พักที่ไม่ได้มีที่พักเป็นของตัวเอ
อีกตัวอย่าง เช่น ในอนาคตเร็วๆนี้ Uber จะมีระบบรถยนต์ขับด้วยตัวเองแทนการใช้คนขับ โดยเอารถยนต์จากทุกคนมาปล่อยเช่า เป็นต้น

แล้วถ้าคุณยังไม่มีอะไรในมือเลยละ ผมจะบอกว่ามันง่ายมากเลยครับ ปัจจุบันนี้ มีแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า ปัญญาจากฝูงชน
หรือ Crowdsourcing แนวคิดมีหลักการง่ายๆ คือ ถ้าอยากแก้ปัญหาอะไร ก็ขอให้คนจำนวนมาก ช่วยกันแก้ให้ โดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง แนวคิดนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงถ้าคุณคิดว่าไอเดียของคุณดีพอที่สามารถจะทำเป็นสินค้าหรือธุรกิจ ก็จะมีการระดมทุนรูปแบบใหม่ที่เชิญชวนผู้คนบนอินเตอร์เน็ตมาให้เงินสนับสนุนคุณได้ (Crowd funding)

ทั้งนี้โรเจอร์ได้กล่าวถึงเทคโนโลยีการแปลภาษาแบบใหม่ ซึ่งสามารถแปลได้ทันทีผ่านระบบมือถือ
ซึ่งจะยิ่งทำให้ภาษาไม่ใช่อุปสรรคในการติดต่อสื่อสารอีกต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ ว้าว!!

ผลกระทบ

การเข้าถึงทรัพยากรที่เปลี่ยนไป ผู้ประกอบการและลูกค้า สามารถเข้าถึง ทรัพยากร และ ผู้เชี่ยวชาญ ได้กว้างขวางขึ้นผ่านโลกออนไลน์
คุณสามารถเข้าถึง และเลือกใช้สินค้า การบริการ และเงินทุนได้ทั่วโลกเพื่อมาสนับสนุนธุรกิจของคุณ

สิ่งที่คุณต้องทำ

มุ่งเน้นการใช้เวลาของคุณไปกับสิ่งที่คุณถนัด แล้วทำสิ่งเหลือให้เป็นระบบอัตโนมัติ หรือจัดจ้างคนนอกมาทำแทน ไม่มีเวลาพอ หรือ ไม่มีทุนพอ จะไม่ใช่ข้ออ้างอีกต่อไป

 

ในบ้านเรา

ทุกอย่างที่กล่าวมา ได้เข้ามาในเมืองไทยแล้ว ทั้งธุรกิจต่างชาติเช่น Uber, Grab Taxi  รวมถึงธุรกิจที่เกิดจาก Startup ภายในประเทศเองก็มีการใช้ Crowdsourcing และ Crowd funding แล้ว

===============

nov9_wave10-006

คลื่นลูกที่ 5 – โลก 3.0 (ประสบการณ์ที่เปลี่ยนไป)

ถ้าคุณเป็นคน Generation Y  หรือ Gen-Y ที่ยังเคยได้สัมผัสกับอุปกรณ์อนาล็อก คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างรอบๆได้โดยเฉพาะการที่ เครื่องมือเครื่องใช้หลายๆอย่างได้กลายมาเป็นระบบดิจิตอล ซึ่งนี้หมายถึงโลกที่เรารู้จักถูกอัพเกรดมาเรื่อยๆ

และเรากำลังเข้าสู่โลกเวอร์ชั่นที่ 3 กันแล้วแล้วโลกรุ่นที่ 3 มีการพัฒนาอย่างไรกันบ้าง มาดูกันครับ

สิ่งแรกคือ อินเตอร์เน็ตที่เราใช้ๆกันอยู่นี้ละครับ ไม่เพียงแค่มันจะเข้าถึงคนทั่วโลกมากขึ้น

แต่ความเร็ว และปริมาณข้อมูล ที่เราใช้จะเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมาย ไม่ใช้เพิ่มแค่เท่าตัว แต่อาจเพื่มถึง 10 หรือ 100 เท่า
ทั้งที่ผ่านสายเคเบิลและโครงข่ายมือถือ ด้วยความสามารถของอินเตอร์เน็ตที่ดีขึ้นทำให้ สนับสนุน การรับส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์สื่อสารรูปแบบใหม่ๆ
ในชีวิตเรามากขึ้น อย่างที่เห็นชัดๆกันตอนนี้คือ เราเริ่มที่จะใช้ Facebook Live ในการสื่อสารถึงคนทั่วโลกในเวลาจริงด้วยภาพและเสียงกันแล้ว จากเดิมที่เราสามารถส่งได้เพียงข้อมูลเสียง

แต่สิ่งที่จะทำให้เราเข้าสู่โลกเวอร์ชั่นที่ 3 จริงๆคือ เทคโนโลยีที่เรียกว่า เทคโนโลยีความจริงเสมือน (Virtual Reality)และ เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality) ที่จะมาเปลียนแปลงรูปแบบสื่อที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

เทคโนโลยีความจริงเสมือน (Virtual Reality) คือการจำลองภาพด้วยคอมพิวเตอร์การฟิก โดยเราจะมองผ่านอุปกรณ์เฉพาะ
ที่จะมาครอบตาเรา ทำให้เรามองภาพจำลองนี้แล้วรู้สึกมีมิติเหมือนในโลกจริง ความจริงแล้วนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่ด้วยการพัฒนาของอุปกรณ์พกพาโดยเฉพาะมือถือทำให้ปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้เริ่มมีใช้กันแพร่หลายมากขึ้นแล้ว

เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality) เป็นสิ่งที่เริ่มมีมาได้ไม่นานนัก ซึ่งเป็นการจำลองภาพด้วยคอมพิวเตอร์การฟิกเช่นกันต่างกันตรงที่ ภาพกราฟฟิก จะถูกซ้อนทับเข้ามาบนโลกของความเป็นจริงเลย โดยผ่านจอภาพ หรือแว่นตาพิเศษ ถ้านึกไม่ออก ขอให้นึกถึง หนังเรื่อง Ironman ครับ
ภาพที่ ตัวเอก มองผ่านชุดเกราะ จะมีข้อมูลที่แสดงออกมาเป็นกราฟฟิกขึ้นมานั้นละครับ

ผลกระทบ

ประสบการณ์ที่เปลี่ยนไป  คอนเทนต์รูปแบบเก่าๆ คนจะเริ่มไม่สนใจ ความต้องการที่จะเสพคอนเทนต์ผ่านสื่อไอเทครูปแบบใหม่จะเป็นที่ต้องการมากขึ้นลูกค้าต้องการที่จะได้รับประสบการณ์ในรูปแบบที่สื่อแบบเก่าให้ไม่ได้

สิ่งที่คุณต้องทำ

คิดรูปแบบใหม่ๆในการสื่อสารกับลูกค้า ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ต่อลูกค้า
(Customer Experience)เตรียมตัวเข้าสู่ยุคของโลกเสมือนจริง การติดต่อผ่านเทคโนโลยีที่ล้ำสมั

นบ้านเรา

เรื่องการคุยผ่าน Live นี้คงไม่ต้องพูดถึง เพราะบ้านเรามีการปรับตัวตรงนี้ไวมาก ส่วนเทคโนโลยีความจริงเสมือน และ เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม
อาจฟังดูยังไกลตัวไปหน่อยสำหรับคนไทย แต่เนื่องจากตัวผู้เขียนอยู่ในวงการ Maker ไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ฝักใฝ่เทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่แล้วจึงได้มีโอกาสเจอกับ บริษัทไทย ที่ใช้เทคโนโลยีนี้โดยตรง จึงบอกได้เต็มปากเลยว่า เทคโนโลยีนี้มีใช้จริงในธุรกิจในเมืองไทยแล้ว เพียงแค่อาจจะยังไม่รู้จักเป็นที่แพร่หลายเท่านั้นเอง

===============

nov9_wave10-007

คลื่นลูกที่ 6 – ทหารม้าแห่งการเปลี่ยนแปลง (ระบบที่เปลี่ยนไป)

ชื่อคลื่นลูกที่ 6 ฟังดูน่าตกใจนะครับ แต่ที่ผมจะสื่อ คือ โลกเราจะเข้าสู่ยุคที่ทุกอย่างรอบตัวคุณสามารถทำงานให้คุณได้ โดยแทบไม่ต้องใช้แรงงานคนอีกต่อไป อุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวเรา มันฉลาดขึ้นมาก ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ละที่จะกลายมาเป็นม้างานแทนที่แรงงานที่เป็น “คน” !!

เริ่มจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ฉลาดขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้มีการพัฒนาทางด้านความสามารถในการตัดสินใจขึ้นเป็นอย่างมาก
โดยสามารถนำเอาระบบปัญญาประดิษฐ์ มาช่วยทำงานหลายๆด้าน


ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มสูงขึ้นโดยใช้จำนวนคนคุมที่น้อยลง เช่นในการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ
และปัญญาประดิษฐ์นี้สามารถที่ คุมเครื่องจักรหลายๆอย่างได้แล้ว เช่น แขนกลในสายการผลิตรถยนต์



“แนวโน้ม ก็คือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะเข้ามาสู่การดำเนินชีวิตปกติของเรามากขึ้น ตั้งแต่อยู่ในบ้าน
เช่น  ช่วยคุณดูแลบ้านได้ทั้งหลัง!! ตั้งแต่เปิดปิดไฟ ยันรดน้ำต้นไม้ เวลาเดินทาง เราก็จะมีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถขับรถแทนเราได้ด้วย “



ม้างานตัวต่อมา ก็คือหุ่นยนต์ ในอดีตวิทยาการหุ่นยนต์ จะมีให้เห็นได้แค่ตามโรงงานใหญ่ๆเท่านั้น
แต่ในปัจจุบันหุ่นยนต์หลายๆอย่างก็เริ่มเข้ามาในชีวิตเรามาขึ้น ที่เห็นเด่นชัดในต่างประเทศ คือ เริ่มมีการใช้หุ่นยนต์ที่เรียกว่า “โดรน”ในการทำงานรอบตัวเรามากขึ้น เช่น การถ่ายภาพ การขนส่ง ถึงขนาดใช่ในการตรวจตรารักษาความปลอดภัยก็ทำได้แล้ว

สุดท้ายนี้ เทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีชีวิตของพวกเราก็คือ การเชื่อมอุปกรณ์แทบจะทุกอย่างได้ผ่านอินเตอร์เน็ต
หรือที่ในวงการเมคเกอร์จะเรียกว่า Internet of Things  (IoT) ด้วยความล้ำสมัยในการออกแบบเซ็นเซอร์และวงจรไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กลงทำให้ปัจจุบันได้มีการเอา IoT ไปจับกับสิ่งต่างๆรอบตัวเช่น กระถางต้นไม้ที่จะบอกข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือของคุณได้ว่าถึงเวลาที่จะต้องรดน้ำต้นไม้แล้ว!!!

แล้วถ้าบวกกับปัญญาประดิษฐ์เข้าไปละ คุณก็จะได้ กระถางต้นไม้ที่ รดน้ำให้ปุ๋ย
และรายงานการเติบโตให้คุณได้อย่างอัตโนมัติ!!!  จะเห็นได้ว่ายุคต่อไปนวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดจากเทคโนโลยีข้างต้นจะมาอยู่รอบตัวเราอย่างแน่นอน

ผลกระทบ

จากระบบที่เปลี่ยนไป ผู้ที่เปิดกว้างและสามารถประยุกต์ใช้นวัตกรรมใหม่ๆได้ จะเติบโตและทิ้งห่างจากผู้ที่ปรับตัวไม่ได้เป็นอย่างมาก คนที่อยู่กับที่ก็จะถูกทิ้ง โอ้น่ากลัวใช่ไหมละครับ

สิ่งที่คุณต้องทำ

คุณจำเป็นต้องขยันเรียนรู้เพื่อที่จะเป็นผู้นำ และออกแบบธุรกิจของคุณให้สอดคลองกับสิ่งรอบตัวที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป ส่งต่อคุณค่าให้ลูกค้าผ่านความสัมพันธ์และประสบการณ์ ให้มากขึ้น

ในบ้านเรา

คลื่นลูกนี้ในบ้านเรายังเหมือนกับจิตนาการแห่งอนาคตอยู่พอสมควร แต่เชื่อเถอะครับว่ามันมาให้เราจับต้องได้แน่ๆ
คนหลายกลุ่มในบ้านเราก็เริ่มตื่นตัวกับนวัตกรรมใหม่ๆเหล่านี้แล้ว จริงอยู่ครับที่นวัตกรรมเหล่าอาจทำให้การจ้างแรงงานคนบ้างอย่างลดน้อยลง หรืองานบางอย่างอาจสูญหายไปเลย

แต่ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้และสามารถทำงานกับเทคโนโลยีเหล่านี้ยังขาดแคลนอยู่มาก หลายๆองค์กรก็เริ่มที่จะเปิดให้ความรู้เหล่านี้มากขึ้นทั่งทางด้าน AI จากหลายสถาบันการศึกษา ด้านหุ่นยนต์ก็มีหลักสูตรปริญญา จาก สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หรือ FIBO รวมถึงคอมมูนิตี้อิสระอย่างเมคเกอร์ที่มีกลุ่มคนที่เชียวชาญด้าน IoT และหุ่นยนต์ ให้เราๆท่านๆสามารถโต้คลื่นลูกนี้ได้อย่างปลอดภัย

===============

nov9_wave10-008

คลื่นลูกที่ 7 – เชาวน์ปัญญาข้อมูล (The Data Intelligence) การกระทำที่เปลี่ยนไป

เรากำลังย่างก้าวเข้ามาสู่ การวิวัฒนาการใหม่ของเทคโนโลยี นับตั้งแต่จุดเริ่มของยุคคอมพิวเตอร์ ข้อมูลต่างๆได้กลายมาอยู่ในรูปแบบดิจิตอล และมีการเก็บข้อมูลกันมาเรื่อยๆ และมีการนำเอาข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาข้อมูลข่าวสารเพื่อในมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวาง



ซึ่งแต่เดิมข้อมูลส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเพียงแค่ข้อมูลดิบที่คนเราสร้างขึ้น แต่หลังจากการมาของยุค Socail Media ข้อมูลที่ถูกสร้างบนโลกออนไลน์ิก็มีเพิ่มขึ้นอย่างมหาสาร อีกทั้ง การมาข้อเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ที่มีเซนเซอร์และทำการส่งข้อมูลออกมาจำนวนมาก



ได้มีการคาดการณ์ว่า ข้อมูลที่สร้างมาจากอุปกรณ์เหล่านี้จะมีปริมาณมากกว่า ที่คนสร้างหลายเท่าตัว โดยในปัจจุบัน ได้มีการเรียกข้อมูลที่มีปริมาณมหาสารเหล่านั้นว่าบิ๊กดาต้า (Big Data) และได้มีเทคโนโลยีใหม่ๆที่มาช่วยจัดการและวิเคราะห์เพื่อหาข้อมูลที่มีประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านั้น ถือได้ว่าเป็น “เหมืองทองแห่งใหม่” ในยุคดิจิตอลทีเดียว

และมีสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับวิวัฒนาการของสารสนเทศยุคบิ๊กดาต้า (Big Data)

และเป็นที่จับตามองของเศรษฐกิจทั่วโลก คือ นวัตกรรมใหม่ทางด้านธุรกรรมการเงิน ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินดิจิตอล (Digital Currencies) และบล็อกเซน (Blockchain) ที่อาจจะมาเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุระกรรมทั้งด้านการเงินและทรัพย์สินไปอย่างสิ้นเชิง

ผลกระทบ

การกระทำที่เปลี่ยนไป การตัดสินใจแผนการทางธุรกิจ สามารถทำได้ดีขึ้น โดยอิงจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
ผู้ประกอบการสามารถปรับแผน ให้เข้าข้อมูลที่ได้รับการวิเคราะห์ ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หมด มีผลมาจากจากอินเตอร์เนตมีความเร็วสูงมากนั่นเอง

สิ่งที่คุณต้องทำ

รู้ว่าตัวชี้วัดไหนที่มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณ ใช้ระบบตรวจสอบอัตโนมัติ เพิ่มศักยภาพทางธุรกิจด้วยการเชาวน์ปัญญาข้อมูล

 

ในบ้านเรา

การวิเคราะห์ข้อมูลและธุระกรรมออนไลน์ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่เท่าไรนักในบ้านเราแต่ถ้าเทียบกับต่างประเทศแล้วยังถือว่ามีความแพร่หลายและพัฒนาการที่ช้าอยู่มาก
แต่ในช่วงที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปงาน The First NIDA Business Analytics and Data Sciences Conference ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือ นิด้า
ร่วมกันจัดงานกับ Data Science Thailand จึงได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตาและได้รับรู้ว่าในไทยก็มีกลุ่มผู้เชียวชาญ และ หลักสูตรปริญญา ที่พร้อมจะผลักดันด้านนี้อยู่
ส่วนทางด้านธุรกิจ Startup ไทย ก็ไม่น้อยหน้าซึ่งมาข่าวว่าได้เริ่มเตรียมนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเซนมาประยุกต์ใช้แล้วเช่นกัน

http://as.nida.ac.th/th/

http://datascienceth.com/

บทความเพิ่มเติมสำหรับผู้อยากรู้ว่า Data Science คืออะไร

https://brandinside.asia/data-science-sexiest-job/

===============

nov9_wave10-009

คลื่นลูกที่ 8 – คุณ 3.0 (ตัวตนที่เปลี่ยนไป)

เป็นอีกคลื่นที่ฟังดูแล้วเหมือนหลุดออกมาจากหนังวิทยาศาสตร์ แต่ในต่างประเทศ วิทยาการทางด้านชีวะวิทยาและการแพทย์ ได้รุดหน้าไปอย่างมาก เช่น การที่คนทั่วไปสามารถส่งเซลล์ไปให้ห้องทดลองนำไปวิเคราะห์ DNA ได้ ซึ่งสามารถทำให้แพทย์วิเคราะห์หาหรือผลิตยาที่รักษาเฉพาะบุคคลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การสร้างอวัยวะเทียมด้วยเทคนิคการพิมพ์สามมิติ ซึ่งหมายความว่าคนไข้อาจจะไม่ต้องรอรับการบริจาคอวัยวะจากคนอื่นอีกต่อไป

ไม่เพียงแต่วิทยาการทางด้านชีวะวิทยาเท่านั้น วิทยาการทางด้านจักรกลและหุ่นยนต์ ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในร่างกายของเา เเริ่มจากอวัยวะเทียมขั้นสูงที่จะมาช่วย ผู้ที่ศูนย์เสียอวัยวะ ได้กลับใช้ชีวิตตามหรือดีกว่าเดิมด้วยอวัยวะกลเหล่านี้



โดยโรเจอร์ได้ให้ดูตัวอย่างของขากลที่นาย Hugh Herr ได้พัฒนาขึ้นเพื่อมาใช้กับตัวเอง (https://www.wired.com/video/cyborg-nation-can-prosthetics-outperform-real-limbs)

คลื่นลูกที่ 8 นี้ ยังรวมถึง สิ่งที่เราสวมใส่ในปัจจุบันก็จะถูกใส่นวัตกรรมเข้าไปเพื่อมาเพิ่มประสิทธิภาพให้มนุษย์
ทั้งทางด้านการทำงานและการใช้ชีวิตโดยทั่วไป มากขึ้นด้วย เช่นตัวอย่าง Wearable Tech ตามลิงค์นี้ (https://www.youtube.com/watch?v=yeY61S3uYpo)

ผลกระทบ

ตัวตนที่เปลี่ยนไป มนุษย์เริ่มที่เพิ่มศักยภาพทางกายภาพให้ดียิ่งขึ้นได้ด้วยนวัตกรรมทางด้านชีวะภาพและด้านจักรกลที่ใช้การได้จริง มนุษย์มีทางเลือกมากขึ้นในการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานชีววิทยา

สิ่งที่คุณต้องทำ

ควบคุมโชคชะตาด้วยตัวคุณเอง คุณมีสิทธิเลือกสุขภาพและเป้าหมายที่ยั่งยืน คิดทบทวนคุณค่าเวลาของตัวคุณเอง

ในบ้านเรา

ถึงแม้ว่าเมืองไทยของเราจะติดอันดับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) แต่การที่ประชากรโดยทั่วไปนั้นจะได้รับการรักษาที่ทัดเทียมต่างประเทศยังถือเป็นเรื่องเข้าถึงได้ยากอยู่ ดังนั้นนวัตกรรมต่างๆที่กล่าวมาในคลื่นลูกนี้ยังอาจจะอยู่ไกลจากตัวเราอยู่พอสมควรแนวโน้มเรื่อง Wearable Tech จะดูเป็นเรื่องที่อาจเข้ามาถึงบ้านเราก่อน โดยน่าจะมีกลุ่ม Startup และ maker ที่จะปรับตัวได้ก่อนและเป็นแกนนำทางด้านนี้
และก็หวังว่าเทคโนโลยีอื่นๆก็จะตามมาและเข้าถึงได้ในวงกว้าง

===============

nov9_wave10-010

คลื่นลูกที่ 9  – กำแพงที่ล่มสลาย (โครงสร้างที่เปลี่ยนไป)

จากคลื่นทั้ง 8 ลูก ที่ได้กล่าวมาแล้ว ทุกท่านจะสังเกตได้ว่าหลายๆอย่างรอบตัวเรากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด คลื่นลูกที่ 9 นี้จึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของปลายยุค

เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วตอนยุคเกษตรกรรม กลายมาเป็นยุคอุตสาหกรรม



ทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านการเงินและเศรษฐกิจยุคดิจิตอล
ที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันอย่างมาก การที่มีเงินตราดิจิตอลออกมาสู่ระบบ
และสามารถใช้จับจ่ายได้เหมือนเงินตราปกติ ผู้คนไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสกุลเงินเก่าอีกต่อไป



การทำธุรกรรมและถ่ายโอนทรัพย์สินก็กำลังจะเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain)
ระบบเก่าหลายๆอย่างจะล้าสมัยและแม้แต่เครือบริษัทที่ยิ่งใหญ่ก็มีโอกาสจะล่มสลาย กำแพงที่สร้างไว้จะทลายลงมา
องค์กรสมัยใหม่อย่าง Startup จะมีโอกาสเข้ามาสร้างโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่มากขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคตอาจจะไม่เหมือนกับที่เราเคยรู้จักอีกต่อไป

ผลกระทบ

โครงสร้างที่เปลี่ยนไป เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงแห่งศตวรรษ เป็นช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนแต่เปี่ยมไปด้วยโอกาส

สิ่งที่คุณต้องทำ

อย่าทึกทักเอาว่าโครงสร้างที่มีอยู่จะยังอยู่เหมือนเดิม เตรียมตัวรับกับการกระบวนการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงกันเถอะครับ

ในบ้านเรา

ณ ปัจจุบันที่อินเตอร์เน็ตได้เชื่อมโยงทุกประเทศเข้าหากัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นในต่างประเทศ
ยังไงก็จะมีผลต่อบ้านเราไม่มากก็น้อย เราก็ควรเตรียมพร้อมรับมือ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

===============

nov9_wave10-011

คลื่นลูกที่ 10  – ยุคแห่งการไม่ใช้เงิน (นิสัยที่เปลี่ยนไป)

“มนุษยชาติกำลังทำการสอบครั้งสุดท้าย เราได้มาถึงช่วงเวลาที่พิเศษ เมื่อมันไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างคุณหรือผมอีกต่อไป
เพราะตอนนี้มันมีเพียงพอสำหรับทุกคน”  คำพูดของ ริชาร์ด บัคมินสเตอร์ ฟูลเลอร์ – เป็นสถาปนิก นักประดิษฐ์ ระดับโลก

ในคลื่นสุดท้ายนี้เป็นเหมือนการทดสอบ ที่ริชาร์ดกล่าวไว้ครับ

โรเจอร์ กล่าวไว้ว่า

“ยุคนี้เราไม่จำเป็นต้องวัดความมั่งคั่งด้วยเงินอีกต่อไป แต่เป็นการร่วมมือกันแก้ไขปัญหา มีจิตสำนึกร่วมกัน หันมาใช้  Green Energy”



เรามาถึงยุคที่ถ้าเราใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เพียงที่มันจะช่วยพัฒนาประเทศได้เท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยได้ทั้งโลก
เช่น ในต่างประเทศมีการคำนวณพื้นที่ของโรงงานไฟฟ้าด้วยพลังแสงอาทิตย์ เพื่อจ่ายไฟให้พอกับคนทั้งโลก  แล้วผลออกมาเป็นที่น่าตกใจว่า
พื้นที่ๆจำเป็นต้องใช้มีขนาดน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้น้อยมาก แค่ประมาณ 0.2% ของพื้นที่บนโลก หรือประมาณขนาดของประเทศเยอรมันเท่านั้นเอง

ในปี 2558 นี้คณะทำงานระหว่างประเทศภายใต้การนำขององค์การยูเนสโก ได้สำรวจปัญหาจากทุกมุมโลกเพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาใหม่
ซึ่งได้ออกมาเป็นเป้าหมายโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Global Goals for Sustainable Development Goals : SDGs) ซึ่งมีทั้งหมด 17 เป้าหมาย
นับเป็นการร่วมมือในระดับโลกที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาไม่เพียงแต่ในแต่ละประเทศเท่านั้น แต่เป็นการช่วยทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้

ผลกระทบ

ผลกระทบที่เปลี่ยนไป การรวมตัวของเทคโนโลยีและผู้คนทั่วโลกที่ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่ยิ่งใหญ่ด้วยจิตสำนึกศูนย์รวม

สิ่งที่คุณต้องทำ

เลือกที่จะร่วมกับกระแสในหัวข้อที่คุณให้ความสำคัญ ทำให้การมีชีวิตบนโลกใบนี้มีความหมายขึ้นเพื่อประโยชน์แก่คนทั่วโลก แบ่งปันภารกิจของคุณกับสังคมของคุณ

ในบ้านเรา

นอกจากการประชุมสหประชาชาติ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทยได้เข้าร่วมและรับทราบโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศในโครงการ SDGs แล้วทางยูเนสโกก็มีตัวแทนที่มาโปรโมทโครงการนี้ในไทยบ้างแล้วเหมือนกัน ซึ่งทุกท่านสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มจากลิงค์ด้านล่างนี้ได้ หวังว่าในฐานะคนๆหนึ่งที่ได้เกิดมาบนโลกที่อุดมสมบูรณ์นี้ เราจะมาร่วมพัฒนาให้โลกอยู่ได้อย่างยั่งยืนกันนะครับ

link รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SDGs
http://www.globalgoalsthailand.com/000/index.html

http://www.un.or.th/globalgoals/th/the-goals/

link ทดสอบหัวข้อ SDGs

…………………………………………….

ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ ที่สละเวลาอ่านบทความนี้

เรียบเรียงเนื้อหาโดย คุณกิตติมนัส ดิษยบุตร (ทีมคอนเทนส์ และผู้เชี่ยวชาญด้าน Technology)

บรรณาธิการ คุณชมพูนุท นิตตะโย Marketing Manager Wealth Space

Wealth Space  ชุมชนที่ช่วยให้คุณ สะท้อนคุณค่า และสร้างความมั่งคั่งในแบบของตัวเอง

หากคุณชื่นชอบในบทความของ Wealth Space ทางเรามี E-BOOK

ที่เป็นบทความที่รวบรวบเอาแนวคิดของ Roger James Hamilton  ที่เป็นสุดยอดแรงบันดาลใจสำหรับผู้ประกอบการ

ซึ่งคุณสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

http://bit.ly/WealthSpaceFreeEBook

Wealth Space ทีม

LINE@ : @thewealthspace

http://wealthspace.co/

The post 10 คลื่นแห่งอนาคตที่กำลังมา…ที่คุณไม่รู้ ไม่ได้ appeared first on WealthSpace.

]]>
http://wealthspace.co/10waves/feed/ 0
3 สิ่ง ที่แยกคนประสบความสำเร็จ ออกจากคนที่ “ไม่” ประสบความสำเร็จ http://wealthspace.co/3-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/ http://wealthspace.co/3-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/#respond Thu, 01 Sep 2016 11:52:47 +0000 http://wealthspace.co/?p=8922 3 สิ่ง ที่แยกคนประสบความสำเร็จ ออกจากคนที่ “ไม่” ประสบความสำเร็จ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้วทุกคน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่สร้างกันง่ายๆ คุณต้องอดทนมากพอ และลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนี่เองที่ทำให้ใครหลายๆ คน เบื่อ ไม่ทน อยากทำอะไรใหม่ๆ และยอมปล่อยมือจากเป้าหมายที่อยู่ตรงหน้า ทั้งที่จริงๆ แล้ว เป้าหมายนั้นอาจจะเป็นบันได ที่ทำให้คุณก้าวไปถึงยอดธงที่คุณต้องการอยู่ก็ได้ Steve Jobs กล่าวไว้ว่า “สิ่งที่แบ่งแยกคนประสบความสำเร็จ ออกจากคนที่ “ไม่” ประสบความสำเร็จ คือความมุมานะพยายามอย่างถึงที่สุด” ซึ่งต้องประกอบไปด้วย 3 สิ่งนี้ครับ ความอดทน ความอุตสาหะ และความเพียร มาดูความหมายของทั้ง 3 คำกันครับ ความอดทน คือ การยินดีที่จะรอ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ แม้บางครั้งมันจะไม่ได้เป็นตามที่เราตั้งใจ แต่เราก็ยังอดทนรอและทำต่อไป ความอุตสาหะ คือ ความอดทนกับความเหน็ดเหนื่อย ความยากของสิ่งที่ทำ แม้ว่าจะยังไม่ถึงฝั่งก็อดทนและทำต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ความเพียร คือ การลงมือทำที่ต่อเนื่องกัน ไม่ขาดตอน สม่ำเสมอ จนประสบความสำเร็จ

The post 3 สิ่ง ที่แยกคนประสบความสำเร็จ ออกจากคนที่ “ไม่” ประสบความสำเร็จ appeared first on WealthSpace.

]]>
3 สิ่ง ที่แยกคนประสบความสำเร็จ
ออกจากคนที่ “ไม่” ประสบความสำเร็จ

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้วทุกคน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่สร้างกันง่ายๆ
คุณต้องอดทนมากพอ และลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งนี่เองที่ทำให้ใครหลายๆ คน เบื่อ ไม่ทน
อยากทำอะไรใหม่ๆ และยอมปล่อยมือจากเป้าหมายที่อยู่ตรงหน้า
ทั้งที่จริงๆ แล้ว เป้าหมายนั้นอาจจะเป็นบันได
ที่ทำให้คุณก้าวไปถึงยอดธงที่คุณต้องการอยู่ก็ได้

Steve Jobs กล่าวไว้ว่า “สิ่งที่แบ่งแยกคนประสบความสำเร็จ
ออกจากคนที่ “ไม่” ประสบความสำเร็จ คือความมุมานะพยายามอย่างถึงที่สุด”
ซึ่งต้องประกอบไปด้วย 3 สิ่งนี้ครับ
ความอดทน ความอุตสาหะ และความเพียร
มาดูความหมายของทั้ง 3 คำกันครับ
ความอดทน คือ การยินดีที่จะรอ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ แม้บางครั้งมันจะไม่ได้เป็นตามที่เราตั้งใจ แต่เราก็ยังอดทนรอและทำต่อไป

ความอุตสาหะ คือ ความอดทนกับความเหน็ดเหนื่อย ความยากของสิ่งที่ทำ แม้ว่าจะยังไม่ถึงฝั่งก็อดทนและทำต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

ความเพียร คือ การลงมือทำที่ต่อเนื่องกัน ไม่ขาดตอน สม่ำเสมอ จนประสบความสำเร็จ รวมถึงมีความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับปัญหาด้วย

ความอดทน, ความอุตสาหะ และความเพียร
ทั้ง 3 สิ่งนี้ จะว่าไปแล้ว ก็เป็นเพียงแค่เฉดสีที่แตกต่างกัน
ของสิ่งที่มีคุณค่าสิ่งเดียวกันนั่นเอง

ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ
บางคนมีคุณสมบัติเพียงหนึ่งหรือสองข้อ คือมีไม่ครบทั้งสามข้อ
บางคนมีความอุตสาหะ แต่ไม่มีความอดทน
บางคนมีความอดทน แต่ไม่มีความเพียร
จึงทำให้หลายคนที่ตั้งเป้าไว้ ทำไม่สำเร็จ
ทำได้แค่ครึ่งทางก็ล้มเลิกไป หรือไม่แม้แต่จะเริ่มต้นลงมือทำ
เพราะฉะนั้น เราทุกคนจำเป็นต้องมีทั้ง 3 สิ่งนี้ และมีอย่างแข็งแกร่งด้วย
เวลาที่คุณมีปัญหา ขอให้คุณคิดถึง 3 คำนี้
แล้วคุณจะมีคุณสมบัติที่คน “สำเร็จ” บนโลกมีกัน
เสริมและเพิ่มเติมอีกคำหนึ่งที่สำคัญ
นั่นคือ คำว่า “ขันติ” เป็นสิ่งที่เป็นขั้น Advance มากกว่า 3 คำข้างบน
ขันติ เป็นเรื่องของการรักษาสภาวะปกติของตนไว้ให้ได้
ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่ง ด้วยสิ่งที่น่าพอใจ หรือ ไม่น่าพอใจ ก็ตาม

ขันติ รวมเอาความอดทนอดกลั้น เข้าไว้ด้วยกัน
จึงหมายถึง อดทนในสิ่งที่ควร อดทนด้วยความเต็มใจและพอใจ
อดทน ในการละ หลีกเลี่ยงจากความชั่ว
อดทน ทำความดีต่อไปในทุกสถานการณ์
อดทน รักษาใจให้ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง

ขันติ จึงเปรียบเสมือนการขุดขุมทรัพย์อันมีค่ามหาศาล
ดังคำกล่าวว่า “ขันติเป็นหนึ่งในวินัยที่ยากที่สุด แต่ผู้มีขันตินั้นแลจะมีชัยในที่สุด” – พระพุทธเจ้า

The post 3 สิ่ง ที่แยกคนประสบความสำเร็จ ออกจากคนที่ “ไม่” ประสบความสำเร็จ appeared first on WealthSpace.

]]>
http://wealthspace.co/3-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/ 0
ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ “ทีน่า เทอร์เนอร์”ราชินีแห่งร็อกแอนด์โรล http://wealthspace.co/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81/ http://wealthspace.co/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81/#respond Wed, 31 Aug 2016 10:06:02 +0000 http://wealthspace.co/?p=8918 ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ “ทีน่า เทอร์เนอร์”ราชินีแห่งร็อกแอนด์โรล อีกหนึ่งศิลปินร็อกที่โด่งดังระดับโลก และมียอดขายอัลบั้มมากที่สุดในปี 1960 หรือที่หลายคนรู้จักกันในเพลงฮิต Simply the Best What’s Love Got to do With It และเพลงประกอบภาพยนตร์ Mad Max (Now & Then) One of the Living ทีน่า เทอร์เนอร์ (Tina Turner) ประวัติชีวิตของเธอคนนี้ไม่ธรรมดา ผู้หญิงคนนี้ ถูกแม่ทิ้งไปตอนอายุเพียง 11 ปี ต่อมาพ่อก็ทิ้งเธอไปอีก ตอนเธออายุ 13 ปี ทีน่าได้มาอาศัยอยู่กับคุณยาย เมื่อเธออายุได้ 16 ปี คุณยายก็เสียชีวิต และเธอยังมีชีวิตคู่ที่ล้มเหลว เธอถูกสามีทำร้ายร่างกายอยู่ถึง 16 ปีเต็ม ด้วยชีวิตที่แหลกเหลว เธอเคยพยายามที่จะฆ่าตัวตาย . . ถ้าคุณเป็น ทีน่า

The post ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ “ทีน่า เทอร์เนอร์”ราชินีแห่งร็อกแอนด์โรล appeared first on WealthSpace.

]]>
ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ
“ทีน่า เทอร์เนอร์”ราชินีแห่งร็อกแอนด์โรล

อีกหนึ่งศิลปินร็อกที่โด่งดังระดับโลก และมียอดขายอัลบั้มมากที่สุดในปี 1960
หรือที่หลายคนรู้จักกันในเพลงฮิต
Simply the Best
What’s Love Got to do With It
และเพลงประกอบภาพยนตร์ Mad Max (Now & Then)
One of the Living

ทีน่า เทอร์เนอร์ (Tina Turner) ประวัติชีวิตของเธอคนนี้ไม่ธรรมดา
ผู้หญิงคนนี้ ถูกแม่ทิ้งไปตอนอายุเพียง 11 ปี
ต่อมาพ่อก็ทิ้งเธอไปอีก ตอนเธออายุ 13 ปี
ทีน่าได้มาอาศัยอยู่กับคุณยาย
เมื่อเธออายุได้ 16 ปี คุณยายก็เสียชีวิต

และเธอยังมีชีวิตคู่ที่ล้มเหลว เธอถูกสามีทำร้ายร่างกายอยู่ถึง 16 ปีเต็ม
ด้วยชีวิตที่แหลกเหลว เธอเคยพยายามที่จะฆ่าตัวตาย
.
.

ถ้าคุณเป็น ทีน่า เทอร์เนอร์ คุณจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างไร ?

ที่มาของ…ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ
“Tina Turner” ราชินีแห่งร็อกแอนด์โรล

ทีน่า เล่าให้ฟังว่า แม่ของเธอหนีออกจากบ้านเมื่อเธออายุ 11 ปี
เพราะต้องการหนีจากการถูกพ่อของเธอทำร้ายร่างกาย
ด้วยความเป็นเด็ก เธอคิดเองว่า
“แม่จะกลับมารับเธอและน้องสาวไปด้วย”
แต่แม่กลับไม่มา เธอคิดว่าแม่ไม่มีเงินพอที่จะมารับเธอทั้งสองคน

สองปีต่อมา พ่อก็ทิ้งเธอไป ทำให้เธอต้องไปอาศัยอยู่กับคุณยาย

สามปีต่อมา คุณยายของเธอก็เสียชีวิต
.
.

ในชีวิตของทีน่า เธอต้องผ่านประสบการณ์ที่ไม่มีใครรัก
ไม่มีใครต้องการ ขาดความอบอุ่น แต่ยังถือว่าโชคดีที่ทีน่าพบว่า
เธอชอบอยู่กับตัวเองท่ามกลางธรรมชาติ
นั่นเป็นความสุขเพียงสิ่งเดียวของเธอที่เหลืออยู่

เมื่อทีน่าอายุ 18 ปี เธอได้พบกับ “ไอค์ เทอร์เนอร์” หัวหน้าวง The Kings of Rhythm
หลังจากนั้นไม่กี่ปี ไอค์เห็นแววศิลปินในตัวเธอ จึงชักชวนเธอมาเป็นนักร้อง
โดยเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ทีน่า เทอร์เนอร์” เธอได้ร้องเพลง “A Fool in Love”
Sue Records ซื้อลิขสิทธิ์เพลงนี้ไป และนี่คือการเปิดตัวในฐานะนักร้องของ ทีน่า

ทีน่า ใช้ชีวิตคู่กับไอค์ ซึ่งในความคิดของทีน่า ทุกอย่างเหมือนไปได้ดี
แต่จริงๆ แล้ว มันกลับแย่ลงกว่าเดิม
เธอเริ่มถูกไอค์ทำร้ายร่างกาย
เขาตบตีเธอบ่อยครั้งในขณะที่เสพโคเคน เขาเทกาแฟร้อนๆ ใส่หน้าเธอ
เผาริมฝีปากของเธอด้วยบุหรี่ ทำให้ทีน่าพยายามจะฆ่าตัวตายในปี 1968
ด้วยการกินยานอนหลับ 50 เม็ด แต่เธอถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตได้สำเร็จ

ช่วงเวลาที่ชีวิตของทีน่าไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่เธอเล่าว่า
“ฉันมองย้อนกลับไปในเวลานั้น มันเป็นเหมือนนรก ฉันไม่กล้าเดินออกมา ฉันไม่มีเงิน
เราไม่ได้มีเพลงฮิตมาช่วงหนึ่งแล้ว และเขาก็ผลาญเงินไปกับยาเสพติด เรามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ฉันเสียใจมาก เพราะฉันไม่ได้แม้แต่เศษเงินเลยสักนิด ”
.
.
.

แต่คุณเชื่อไหม…ภายใต้ความโชคร้ายที่เธอเจอ กลับมีเรื่องราวดีๆ ซ่อนอยู่

ในปี 1974 ทีน่าอายุ 34 ปี เป็นช่วงเวลาที่ทนทุกข์ทรมานอยู่กับไอค์
เธอได้เจอกับพุทธศาสนา มีคนบอกเธอว่า “ศาสนาพุทธจะช่วยชีวิตคุณได้”
ทีน่าไม่ลังเลที่จะลอง เธอเริ่มสวดมนต์
แม้ว่าช่วงเวลานั้นเธอก็ยังถูกไอค์ทำร้ายร่างกายอยู่ก็ตาม

เธอสวดมนต์เป็นเวลาสามชั่วโมงทุกวัน
“นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว” (เป็นบทสวดในศาสนาพุทธนิกายนิชิเร็งของประเทศญี่ปุ่น) มันเป็นช่วงเวลาที่เธอรู้สึกดีที่สุด

หลังจากนั้น ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น…

16 ปีเต็มในการใช้ชีวิตคู่อยู่กับไอค์
ในคืนหนึ่งหลังจากทะเลาะกันอย่างรุนแรง
ทีน่าตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง
เธอหนีออกจากบ้าน ทั้งๆ ที่มีเงินติดตัวเพียง 36 เซนต์ (12 บาท)
เธอหนีไปลอสแองเจลิสและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นหลายเดือน
เธอต้องพึ่งแสตมป์อาหารสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลออกให้ประทังชีวิต

เธอรับทำความสะอาดบ้านและร้องเพลงอยู่ในบาร์
แต่แล้วไอค์ก็ตามหาเธอจนพบ
ไอค์พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ทีน่ากลับมาอยู่กับเขา
ทั้งข่มขู่และวางแผนที่จะทำร้าย แต่เธอก็ไม่ยอมกลับไปหาเขาอีก

หลังจากนั้นเธอใช้เวลาอีก 2 ปีในการหย่า

ทีน่ายอมไม่เหลืออะไรเลย และยอมเป็นหนี้มากขึ้น
หนี้จากการยกเลิกการแสดงและภาษีที่ค้างชำระ เธอยอมทนอยู่กับหนี้
ขอแค่ให้ชีวิตเธอมีอิสรภาพ
.
.
.
หลังจากนั้น

เธอจึงได้ออกอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกของเธอชื่อว่า “Private Dancer” ในปี 1984
สำหรับทีน่า เธอพิสูจน์ให้เห็นว่า เธอสามารถเลือกชีวิตที่เธอต้องการได้
เธอขายเพลงได้ 200 ล้านก๊อบปี้ ทั้งยังทำลายสถิติโลก กินเนสส์บุ๊ค
ด้วยการขายจำนวนบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต
ของนักแสดงเดี่ยว มากที่สุดในประวัติศาสตร์
.
.
.

แล้วคุณล่ะครับ…คุณได้เลือกชีวิตอย่างที่คุณอยากเป็นแล้วหรือยัง
ถ้าวันนี้คุณเหนื่อย ท้อแท้ ผิดหวังในชีวิต ขอให้คุณกลับมาอ่านเรื่องราวชีวิตของทีน่า
ชีวิตที่ต้องฝ่ามรสุมมากมายหลายลูกของเธอ
แต่สุดท้ายเธอก็กลับมายืนหยัดได้
ทุกวันนี้ แม้เธอจะอายุ 70 กว่าปีแล้วก็ตาม เธอก็ยังคงกระฉับกระเฉง
และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ล่าสุดเธอยังขึ้นเวทีคอนเสิร์ตอยู่เลย

เพราะชีวิต…คุณกำหนดเอง

The post ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ “ทีน่า เทอร์เนอร์”ราชินีแห่งร็อกแอนด์โรล appeared first on WealthSpace.

]]>
http://wealthspace.co/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81/feed/ 0
กว่าจะมาเป็น “จิม แคร์รี่” ชีวิตนักแสดงตลก ที่ไม่ตลก http://wealthspace.co/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5/ http://wealthspace.co/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5/#respond Wed, 31 Aug 2016 09:44:04 +0000 http://wealthspace.co/?p=8911 เรื่องราวของความเป็นไปได้ เริ่มต้นที่ผู้ชายคนนี้ ในปี 1990 จิม แคร์รี่ อายุ 28 ปี เขาเป็นนักแสดงตลกในแอลเอ ถังแตก no name สุดๆ
แทบไม่มีคนรู้จักเลยว่าเขาเป็นนักแสดงตลก ในวันที่ชีวิตแย่มากๆ เขาตัดสินใจเขียนเช็คสั่งจ่ายให้กับตัวเอง เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ฟังดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องตลก

The post กว่าจะมาเป็น “จิม แคร์รี่” ชีวิตนักแสดงตลก ที่ไม่ตลก appeared first on WealthSpace.

]]>
กว่าจะมาเป็น “จิม แคร์รี่” ชีวิตนักแสดงตลก ที่ไม่ตลก
แต่เพราะชีวิต คือ ความเป็นไปได้

เรื่องราวของความเป็นไปได้ เริ่มต้นที่ผู้ชายคนนี้ ในปี 1990 จิม แคร์รี่ อายุ 28 ปี เขาเป็นนักแสดงตลกในแอลเอ ถังแตก no name สุดๆ
แทบไม่มีคนรู้จักเลยว่าเขาเป็นนักแสดงตลก

ในวันที่ชีวิตแย่มากๆ เขาตัดสินใจเขียนเช็คสั่งจ่ายให้กับตัวเอง
เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ฟังดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องตลก

จิม แคร์รี่ พูดว่า “ผมเขียนเช็คให้กับตัวเอง 10 ล้านเหรียญ จากค่าตัวในการแสดง และผมให้เวลาตัวเอง 5 ปี
โดยลงวันที่ตรงกับวันขอบคุณพระเจ้าในอีก 5 ปี ข้างหน้า แล้วเก็บมันไว้ในกระเป๋าตังส์ เพื่อไว้บอกตัวเองว่า นี่คือเป้าหมายของผม”

ผ่านไปปีแล้วปีเล่า เช็คก็ยังถูกเก็บอยู่ในกระเป๋าตังส์ของเขา
ตัวเขาก็พยายามอย่างหนัก ในการทำตามสัญญาที่จะหาเงินมาจ่ายตัวเอง
โดยไม่พึ่งพาโชคชะตา และไม่สนใจอุปสรรคอะไรระหว่างทางที่จะเดิน
เขามีเป้าหมายเดียวคือ การหาเงินจำนวนที่เขาเขียนไว้ในเช็ค
ให้ได้ภายใน 5 ปี

หลังจากนั้น 4 ปี เมื่อจิม อายุ 32 ความฝันเขาก็ใกล้เข้ามา
เขาได้รับบทเป็นนักแสดงนำครั้งแรก

จากเรื่อง
Ace Ventura : Pet Detective นักสืบซุปเปอร์เก็ก
ต่อด้วยเรื่อง The Mask หน้ากากเทวดา
และ Dumb and Dumber ใครว่าเราแกล้งโง่

เขาจำได้ว่า มันเป็นช่วงเวลาก่อนวันขอบคุณพระเจ้าปี 1995
ที่เขารู้ตัวว่าเขากำลังจะทำเงิน 10 ล้านเหรียญ จากเรื่อง Dumb and Dumber

นี่แหละ คือ สิ่งที่เขาได้รับ จากการไม่เคยย่อท้อต่อโชคชะตา
เขาทำมันสำเร็จจริงๆ ด้วยตัวเขาเอง ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของตัวเขาเอง

แต่ก่อนที่คุณจะเข้าใจถึงบทสรุป เราขอเล่าย้อนกลับไปตอนวัยเด็กของจิมสักหน่อย
เพราะเรื่องราวในวัยเด็กเขาก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน

ตอนจิม แคร์รี่ อายุ 12 ปี พ่อของเขาถูกไล่ออกจากงานบัญชี
แถมยังถูกยึดบ้าน

จิมพูดว่า “พ่อผมโดนไล่ออกจากงานตอนเขาอายุ 51
มันโครตแย่ พระเจ้า! เราสูญเสียทุกอย่างหมดเลย
พวกเราต้องไปนอนกันในรถแวน และพวกเราก็เริ่มทำงานกันอย่างหนัก
ตั้งแต่เป็นยามแล้วต่อมาก็เป็นภารโรง”

จากที่เคยภาคภูมิใจในตัวเอง ที่ตัวเองเป็นคนเรียนดีสุดๆ เกรด A ทุกวิชา
กลับต้องมาทำงาน วันละ 8 ชั่วโมงในโรงงาน
ทำให้เขากลายเป็นคนปิดตัวเองและเลิกสุงสิงกับผู้คน

ตอนจิมอายุ 7 ขวบ แม่เขาก็พูดขึ้นมาว่า
แม่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับสมอง สมองแม่เสื่อม
หรือหัวใจตีบ อะไรสักอย่าง เขาไม่แน่ใจ
มันทำให้เขากลัวการสูญเสียคนในครอบครัวตั้งแต่เด็ก
และที่สำคัญพ่อกับแม่ ก็เป็นคนที่สูบบุหรี่จัดมาก ทำให้สุขภาพไม่ค่อยดี
เขาจำได้ว่า เขาเคยขังตัวเองร้องไห้ในห้องน้ำเป็นชั่วโมง
เพราะกลัวว่าพ่อกับแม่จะจากเขาไป จนพ่อกับแม่ต้องมาตามเขาออกไป
จิมรักพ่อแม่ของเขามาก

และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ จิม แคร์รี่ อยากชดเชย
ช่วงเวลาวัยเด็กที่แทบไม่เคยมีเสียงหัวเราะของตัวเองและครอบครัวเลย
เขาจึงต้องการสร้างความตลกให้กับตัวเองและครอบครัว
โดยเฉพาะแม่ของเขาที่กำลังป่วย เค้าอยากให้แม่เขา หัวเราะและยิ้มได้ เขาเลยเริ่มแสดงตลกให้แม่ดู
.
.

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักแสดงตลกของ ผู้ชายคนนี้

พอเขาอายุ 15 เขาก็ได้เริ่มต้นการเป็นนักแสดงตลกครั้งแรก
ที่สโมสร Toronto’s Yuk Yuk’s

วันนั้นเขาจำได้ว่า เขาสวมสูทสีเหลืองที่แม่ตัดให้ เขาหล่อสุดๆ
พ่อก็เป็นคนขับรถไปส่งเขาด้วยตัวเอง

แต่นั่นเป็นการเปิดตัวการแสดงตลกครั้งแรก ที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า
มันแย่มาก !!! มันไม่ขำเลย !!!

แต่พ่อของเขากลับบอกเขาว่า ไม่เป็นไรลูก
และเป็นคนสนับสนุนเขาให้ออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 ปี
ย้ายไปฮอลลีวู้ด เพื่อตามหาฝันของเขาตอนอายุ 19
พ่อเป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของ จิม แคร์รี่ เลยก็ว่าได้

10 ปีต่อมา จิมก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
ยังต้องดิ้นรนอยู่อย่างยากลำบาก ยังมองไม่เห็นหนทาง

เขาจึงตัดสินใจเขียนเช็คล่วงหน้าให้ตัวเอง
เพื่อบอกกับตัวเองทุกวันว่า เขาต้องได้เงินจำนวนนี้
และ 4 ปีหลังจากที่เขาเอาเช็คใส่ไว้ในกระเป๋าตลอดเวลา พร้อมความเชื่อมั่นว่าตัวเองจะทำได้
เขาก็ทำสำเร็จ และนั่นเป็นวาระสุดท้ายของพ่อ
พ่อจากเขาไป ในปี 1994
จิม แคร์รี่ สอดเช็คใบนั้นลงไปในโลงศพของพ่อ และบอกพ่อของเขาว่า
ขอบคุณที่เชื่อมั่นในความฝันของเขา และวันนี้เขาทำสำเร็จแล้ว

ซึ่งหลังจากนั้นต่อมา จิม แคร์รี่ กวาดรายได้
จากหนังของเขากว่าพันล้านดอลลาร์

สุดท้าย เราอยากจะบอกคุณว่า
ไม่ว่าคุณจะเผชิญหน้ากับความยากลำบากขนาดไหนในอดีตที่ผ่านมา
เพียงแค่คุณให้คำสัญญากับตัวเองว่า คุณจะไม่มีวันยอมแพ้
และเลือกที่จะทำอย่างตั้งใจ ความสำเร็จจะเป็นของคุณอย่างแน่นอน
วันนี้ถ้ามีโจทย์ให้กับคุณ
ว่าคุณต้องให้ค่าตัวคุณโดยการเขียนเช็คให้ตัวเองล่วงหน้า 5 ปี
คุณจะจ่ายตัวเองเท่าไหร่
.
.
.
อะไรเป็นสิ่งที่คุณตั้งใจทำมันเพื่อชีวิตของตัวคุณเอง
คุณอยากสร้างอะไรให้ impact ต่อโลกใบนี้
ทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าตัวคุณไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น
ถ้าคุณเห็นภาพมันชัด คุณก็ต้องลงมือทำให้เกิดขึ้น
.
.
.
.
อย่างที่ จิม แคร์รี่ พูดไว้
“คุณไม่สามารถเพียงแค่เห็นภาพอย่างเดียว
แต่คุณต้องเลือกที่จะก้าวเดินและลงมือทำด้วย”

The post กว่าจะมาเป็น “จิม แคร์รี่” ชีวิตนักแสดงตลก ที่ไม่ตลก appeared first on WealthSpace.

]]>
http://wealthspace.co/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5/feed/ 0
เจาะชีวิต “เดอะร็อค” จากผู้ชายถังแตก จนเป็นนักแสดงที่ทำรายได้สูงสุด! http://wealthspace.co/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/ http://wealthspace.co/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/#respond Mon, 29 Aug 2016 11:46:22 +0000 http://wealthspace.co/?p=8903 ความสำเร็จทิ้งร่องรอยอยู่เสมอ
แต่ก่อนที่จะสำเร็จได้ ทุกคนล้วนผ่านจุดที่ดิ่งเหว
ไม่ว่าตอนนี้ชีวิตคุณกำลังไปได้ดี หรือกำลังแย่

เรื่องราวของ ดเวย์น เดอะร็อค จอห์นสัน หรือที่หลายคนรู้กันในชื่อเดอะร็อค
อาจจะเป็นแรงบัลดาลใจสำหรับคุณ

The post เจาะชีวิต “เดอะร็อค” จากผู้ชายถังแตก จนเป็นนักแสดงที่ทำรายได้สูงสุด! appeared first on WealthSpace.

]]>
เจาะชีวิต “เดอะร็อค” จากผู้ชายถังแตก
จนเป็นนักแสดงที่ทำรายได้สูงสุด!

ความสำเร็จทิ้งร่องรอยอยู่เสมอ
แต่ก่อนที่จะสำเร็จได้ ทุกคนล้วนผ่านจุดที่ดิ่งเหว
ไม่ว่าตอนนี้ชีวิตคุณกำลังไปได้ดี หรือกำลังแย่

เรื่องราวของ ดเวย์น เดอะร็อค จอห์นสัน หรือที่หลายคนรู้กันในชื่อเดอะร็อค
อาจจะเป็นแรงบัลดาลใจสำหรับคุณ

ตอนจอห์นสัน ยังเป็นเด็ก พ่อของเขาทำให้ครอบครัวล้มละลาย
เขาได้เห็นรถของแม่ถูกยึดไปต่อหน้าต่อหน้า
อีกหนึ่งอาทิตย์ถัดมาบ้านเขาก็ถูกยึด
ให้ตายเถอะ เขามีชีวิตที่โชคร้าย ไม่ต่างจากคนธรรมดาอย่างเราๆเขายังจดจำช่วงเวลานั้นได้ดี จอห์นสันพูดว่า
“เมื่อเรากลับมาถึงบ้าน บ้านเราโดนล็อค และมีหมายศาลแปะไว้หน้าบ้าน
แม่แผดเสียง และก็เริ่มร้องไห้และทรุดตัวลงกับพื้น พร้อมกับพูดว่า เราจะไปอยู่ที่ไหน เราจะทำยังไงกันดี

ภาพนั้นทำให้ผมหัวใจสลาย ผมจำได้ ผมบอกตัวเองว่า
ผมจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะที่ให้ผมไม่มีวัน
โดนไล่ออกจากบ้านแบบนี้อีก !! ”
.
.

5 ปีต่อมา จอห์นสัน ตัดสินใจโฟกัสกับการเล่นกีฬา American Football
ที่ตัวเขาเองมีพรสวรรค์ และเค้าก็มีฝึกซ้อมอย่างจริงจัง ซ้อมอย่างหนัก
เพื่อทำให้ความฝันในการเป็นนักกีฬา American Football เขาเป็นจริง

ต่อมาเขาได้ทุนการศึกษาเรียนมหาวิทยาลัยไมอามี เพื่อเล่นเป็นตำแหน่ง Defensive tackle เป็นตำแหน่งที่สำคัญ ตำแหน่งหนึ่งในกีฬา American Football ของมหาวิทยาลัย
เขาทำให้ทีมไมอามี่เฮอร์ริเคนของมหาลัยเข้ารอบชิง

แต่ช่วงเวลาเลวร้าวก็เกิดขึ้นอีกครั้ง อายุ 19 เขาได้รับบาดเจ็บ จนต้องออกจากการแข่งขัน

เขาเสียใจเป็นอย่างมาก จนต้องย้ายกลับไปแคนนาดา เพื่อเล่นให้ คัลแกลี่ สลัมพ์เดอร์
American Football ลีกของแคนนาดา แต่เขาได้เป็นแค่ตัวสำรอง

ชีวิตพลิกผัน เขาต้องไปอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ สองห้องนอน กับเพื่อนร่วมทีมอีกสามคน

จอห์นสัน เล่าว่า “เราสี่คนเหมือนอาศัยอยู่ในรถบรรทุก และพวกเราต้องหาฟูกสำหรับนอนจากกองขยะ ข้างหลังโมเทลรายชั่วโมง ผมเลือกฟูกที่เปื้อนอสุจิและประจำเดือนน้อยที่สุด
แล้วผมก็ซื้อผ้าปูที่นอนกับน้ำยาฆ่าเชื้อเยอะมาก

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ถูกตัดออกจากทีม เท่าที่เค้าจำได้
“มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับอาการบาดเจ็บของเขาเลย มันเป็นแค่เขาไม่ดีพอสำหรับทีมเท่านั้นเอง”
ต่อมา เขาถูกแฟนสาวทิ้ง จอห์นสัน พูดว่า
“ ความฝันที่มีของผมมันสูญสลายไปหมด ผมไม่มีทั้งฟุตบอล
ความสัมพันธ์ก็พังยับเยิน มันช่างเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของผมก็ว่าได้”

เขาเล่าต่อว่า “ ผมมีเงินติดตัวแค่ 7 เหรียญ ในกระเป๋ากางเกง
ตอนนั้นผมรู้อยู่แค่สองอย่าง คือ

หนึ่ง ผมถังแตกมากๆ
สอง แต่ผมจะไม่มีทางกลับมาเป็นแบบนี้อีก”

นี่เป็นจุดต่ำสุดในชีวิตของจอห์นสัน
เขาตัดสินใจที่จะรับผิดชอบต่อความสำเร็จในอนาคตอย่างเต็มที่

เขาบอกกับตัวเองว่า
“ถ้าคุณต้องการจะทำบางอย่าง คุณจะสามารถหาทางไปถึงมันได้
แต่ถัาคุณไม่อยากทำ คุณก็จะพบกับข้ออ้าง”

จอห์นสันตัดสินใจที่จะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง
เพื่อเตือนถึงจุดเริ่มต้นของเขา
เขาจึงตั้งชื่อบริษัทว่า “เซ่เว่นบัคส์ โปรดักชั่นส์”
.
.
.

จอห์นสันเริ่มที่จะโปรโมทตัวเองในฐานะนักมวยปล้ำ ในแมชท์เล็กๆ ตามตลาดนัด
เริ่มต้นจากรายได้ 40 เหรียญต่อคืน จนเขาสามารถเข้าแข่งขันใน WWE
ซึ่งเป็นสมาคมมวยปล้ำอาชีพ หรือที่พวกเราจำกันได้ คือ รายการมวยปล้ำ
และเขาก็เป็นที่รู้จักในนาม “The Rock” จากนั้นผ่านไป 5 ปี
เขากลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ที่โด่งดังที่สุดที่สุดในวงการมวยปล้ำอาชีพ
ในปี 2000 เขาได้รับเชิญให้เป็นพิธีกรในการถ่ายทอดสดในคืนวันเสาร์
จอห์นสันยอมใส่เดรส และยอมเล่นเป็นนักแสดงตลก
และนั่นเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงภาพยนต์เรื่องแรก “The Mummy Returns” ในปี 2001 ในบทราชาแมงป่อง ตลอดเรื่องเขามีบทพูดแค่สองคำ
แต่ถึงอย่างนั้น เขาซ้อมมันแล้วซ้อมมันอีก และเขาก็ป่วยตลอดช่วงเวลาการถ่ายทำที่โมร็อคโก

เขาจำได้ว่า “ ผมรับโทรศัพท์จากตัวแทนผม เขาพูดว่า “สวัสดี พวกเขากำลังดูบันทึกการถ่ายทำของผม และพวกเค้าอยากจะสร้างภาพยนต์จากคาแล็กเตอร์ของผม”
ผม พูดได้แค่คำว่า “เยี่ยม” แล้วก็โน้มตัวลงไปอาเจียนต่อ

ภาพยนตร์เรื่องแรกเป็นจุดเริ่มต้น หนึ่งทศวรรษที่เขาได้รับบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จอห์นสันกลายเป็นนักแสดงที่ทำรายได้สูงสุดของฮอลลีวู้ดในปี 2013
ภาพยนตร์ของเขากวาดรายได้ 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐจากทั่วโลก

ตลอดเวลานั้นจอห์นสัน สร้าง เซเว่นบัคส์ โปรดักชั่น ของเขาอย่างต่อเนื่อง
และโปรเจ็คล่าสุด คือสารคดี HBO 2016 เรื่อง
“Rock and the Hard Place” สร้างแรงบันดาลใจจากทำให้คุณรุ่นใหม่
มองหาโอกาสครั้งที่สองในชีวิต จากเรื่องราวชีวิตของจอห์นสัน

The post เจาะชีวิต “เดอะร็อค” จากผู้ชายถังแตก จนเป็นนักแสดงที่ทำรายได้สูงสุด! appeared first on WealthSpace.

]]>
http://wealthspace.co/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/ 0